น่าน

Printer-friendly version

 ใครจะเชื่อว่าจะเป็น "น่าน 2554"

จะว่าเป็นจังหวะชีวิตหรือกรรมลิขิตก็ไม่ทราบ ทำให้ในเทอมนี้ต้องมาสอนวิชาการจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อการท่องเที่ยว ให้กับนิสิตปริญญาเอก (ภาคพิเศษ) สาขากีฬา นันทนาการและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งในช่วงท้ายของการเรียนการสอนถูกวางไว้ว่าจะต้องพานิสิตปริญญาเอกลงสำรวจภาคสนาม จากการหารือกับท่านอาจารย์ ดร.อรินทร์ งามนิยม เห็นว่า พื้นที่ที่น่าสนใจคือจังหวัดสระแก้ว เพราะมีวิทยาเขตสระแก้วตั้งอยู่ และการลงพื้นที่สามารถทำได้ภายใน 2 วัน คือเสาร์และอาทิตย์ หลังจากกำหนดการและเส้นทางสำรวจถูกวางเป็นอย่างดี และได้นำไปหารือกับนิสิตป.เอกแล้ว ก็เหมือนยกภูเขาออกจากอก อาทิตย์ถัดมาอาจารย์จึงได้บรรยายเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมและการวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาสิ่งแวดล้อม (ภัยคุกคาม) ได้อย่างสบายใจเฉิบ

ในการบรรยายครั้งนั้นได้นำเอากรณีศึกษาของดอยเสมอดาวและงานปีใหม่ม้งที่ป่ากลาง จังหวัดน่านเป็นส่วนหนึ่งในกรณีศึกษา รูปแบบการเรียนการสอนใช้การอภิปราย (Discussion learning) ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกท่านอภิปรายความคิดเห็น ปรากฎว่า "โดนใจ" ทุกท่าน เมื่อดอยเสมอดาวถูกโยงใยเข้ากับเรื่อง สิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง (Built Environment) ซึ่งเป็นศาสตร์ด้านสถาปัตย์และการสร้างนวตกรรมทางวัฒนธรรมใหม่โดยสร้างเรื่องราวที่เรียงร้อยเชื่อมโยงพื้นที่ต่างๆ เข้าด้วยกัน

บันทึกด้านล่างของสไลด์เขียนไว้ว่า....ประเด็นที่หกคือภัยคุกคามจากการพัฒนาสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง (Built Environment) ที่อาจะเกิดปัญหาเรื่องดินถล่ม (Land slide) จากการปรับเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอย ไฟป่า การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศโลก (Climate Change) และมลพิษทางเสียง โดยใช้กรณีศึกษาจากดอยเสมอดาว จังหวัดน่าน

ดอยเสมอดาวจังหวัดน่านเป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบสร้างสรรค์ที่ผู้สร้างมีความสามารถในการพัฒนาสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง (Built Environment) ในพื้นที่ธรรมชาติได้อย่างลงตัว นั่นคือสามารถชมหมอกยามเช้า ชมเส้นทางธรรมชาติตอนสาย ชมทรัพยากรทางด้านทัศนียภาพยามบ่าย และชมฟ้าพร่างดาวในยามค่ำคืน พร้อมกับการสร้างระบบสัญลักษณ์ (ที่มาของชื่อสถานที่ต่างๆ) และการผลิตทรัพยากรทางวัฒนธรรมซึ่งเป็นเรื่องราวกำกับสถานที่แต่ละแห่ง โยงใยเข้าไว้ด้วยกันให้กลายเป็นตำนานที่พาผู้คนเข้าจากทั่วทุกสารทิศมาสัมผัสจิตวิญญาณของดอยเสมอดาว

สภาพอากาศที่ปรวนแปร (Climate Change) ส่งผลกระทบต่ออารมณ์และความรู้สึกของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาชมทะเลหมอก สิ่งที่ยังคงท้าทายการจัดการสิ่งแวดล้อมของดอยเสมอดาวคือเรื่องความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว เพราะความมีจำกัดของพื้นที่ ดังนั้นในการจัดการสิ่งแวดล้อมจึงต้องเลือกพัฒนากลุ่มพื้นที่ โดยเลือกพื้นที่ชั้นสองไว้เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

 

จากดอยเสมอดาวจึงไปถึงเรื่องการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวอีกหลายๆ แห่งในจังหวัดน่าน กระทั่งนิสิตป.เอกส่วนใหญ่พูดขึ้นมาว่า "อยากไปลงพื้นที่ที่น่าน" งานเข้าอาจารย์แล้วไหมหล่ะ

ท้ายชั่วโมงนั้นเลยต้องเปิดเวทีระดมความคิดเห็นอีกรอบว่าพื้นที่ที่จะใช้ในการสำรวจภาคสนามควรเป็นที่ไหน ระหว่าง จังหวัดสระแก้ว และ จังหวัดน่าน จากการวิเคราะห์ pros and cons ของนิสิตป.เอกทุกท่าน เห็นว่า ไปน่านจะได้เรียนรู้สภาพแวดล้อมที่แตกต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดการสิ่งแวดล้อมหลังภัยพิบัติและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโบราณ ซึ่งนิสิตยินดีที่จะลางานในวันศุกร์และวันจันทร์ ใจมาขนาดนี้ ไม่ไปไม่ได้แล้ว

ก็ใครจะเชื่อเล่าว่าจะเป็นน่านไปได้...

วันนี้กลับมาอ่านบันทึกเก่าๆ ที่เก็บความประทับใจในแง่มุมต่างๆ เอาไว้ได้อย่างละเอียดละออ อ่านไปก็ยิ้มไป ใครจะนึกว่าพื้นที่ที่ขึ้นไป survey เมื่อปีที่แล้วเพื่อหวังให้เป็นโครงการบริการวิชาการของคณะฯ แต่ถูกเก็บเข้าลิ้นชักไปแล้วนั้น จะถูกนำขึ้นมาปัดฝุ่นอีกครั้ง

แต่ครั้งนี้มีความหมายมากทีเดียวเพราะท่านที่อยากไปนั้น ไปด้วยความตั้งใจ มุ่งมั่นและเสียสละ นิสิตป.เอกหลายท่านก็เป็นอาจารย์อยู่ที่ประสานมิตร และมีภาระงานสอนมากมาย ก็ต้องลาและสับโยกตารางเรียนกัน บางท่านเดินทางมาไกลถึงจังหวัดกระบี่ เพื่อมาเรียนที่ประสานมิตร อโศก การลงสำรวจภาคสนามที่จังหวัดน่านทำให้ต้องใช้เวลาเดินทางร่วม 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว ท่านก็เสียสละมากจริงๆ นิสิตบางท่านสุขภาพไม่เอื้ออำนวยในการเดินทางไกลเพราะมีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้ออ่อนแรง ก็ยังเห็นด้วยกับมติของเสียงส่วนใหญ่

การเตรียมการดูท่าจะไม่ง่ายนัก แต่จุดเริ่มต้นที่ดีและพลังใจของทุกท่านจะทำให้การสำรวจภาคสนามในครั้งนี้พิเศษออกไป

อาจารย์ได้แต่นั่งมองด้วยความยินดีสุดจะเอ่ยต่อปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น และยอมรับว่า ได้เริ่มต้นนับวันตั้งตารอแล้ว......ก็ใครเล่าจะเชื่อ

มนตรา

18 กรกฎาคม 2554

 

 น่านในวันหวานๆ กลางดอยเสมอดาว* (2553)

*ขอเชิญทุกท่านมาร่วมค้นหาที่มาของชื่อเรื่องด้วยกัน ตามบันทึกด้านล่างนี้ไปเลยค่ะ

 

ภาพแห่งความประทับใจ ที่ 1/3: กับคุณยาย (ตัวเล็กนิดเดียวแต่เดินมารับชานมร้อนถึง 3 แก้ว แก้วที่สามนี่เพื่อให้กำลังใจผู้มาเยือนโดยเฉพาะหรือจะโดนคะยั้นคะยอจนปฏิเสธไม่ได้ก็ไม่ทราบ ท่านเป็นภรรยาคนที่แปดของพ่อเฒ่าที่หมู่บ้านนี้) หมู่บ้านแม่ลาน้อย 10 ธันวาคม 2553

ปีที่กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศว่า เนื่องจากมีคลื่นความกดอากาศต่ำพัดผ่านภาคเหนือของประเทศไทย ทำให้จังหวัดน่านถูกประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติหนาว และมันก็เป็นช่วงเดียวกับที่วันหยุดยาวๆ เดินทางมาถึง การเดินทางไปเวียงน่านในปีนี้จึงเร็วกว่าที่เคย...

กว่าจะฝ่ารถราที่ติดกันเป็นตังเมในช่วงเวลารีบเร่งแถวรัชวิภามาได้ก็เป็นเวลาเกือบสามโมงเช้าแล้ว แม้จะสายไปนิดแต่ก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวออกนอกเมืองคงพอจะทำเวลาได้ ไหนๆ ก็สวมไนกี้เพื่อมาเหยียบโดยเฉพาะ ไม่บอกให้คณะที่ร่วมเดินทางรู้ตัวหรอก ไว้ให้หลับกันก่อนแล้วจะค่อยๆ บรรจงเหยียบคันเร่งให้หนำใจ

                  

หนึ่งในคณะเดินทาง ในฐานะพลขับสำรอง ขณะยังไม่ทราบแผนการณ์การเหยียบแบบไม่คิดชีวิตและสภาพในรถที่บรรทุกข้าวของจนเต็มคัน ด้านหลังบรรทุกเส้นก๊วยเตี๋ยวสดร่วม 200 กิโลกรัม กระทั่งต้องให้น้องชายนั่งรถโดยสารล่วงหน้ามาก่อน

เช้านี้อากาศดูจะเป็นใจ เพราะท้องฟ้าหลัวและแดดหน้าหนาวนั้นไม่แรงเหมือนหน้าอื่นๆ จากกรุงเทพวิ่งไปเรื่อยๆ ที่ความเร็วประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผ่านอยุธยามาถึงอินทร์บุรี ชัยนาท อุทัยธานี กระทั่งนครสวรรค์เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

ผ่านแยกบิ๊กซีที่นครสวรรค์มาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้ง แต่ยังไม่ปรากฎเห็นภาพเหล่านี้มาก่อน ที่นกกาหลายร้อยตัวอาศัยอยู่ตามตึกพากันบินลงมาจิกข้าวสารที่เหลืออยู่หลังรถกะบะที่จอดติดไฟแดง และถลาร่อนบินเมื่อรถเคลื่อนตัว ทำให้ท้องฟ้ากลับมีชีวิตชีวา บ่งบอกว่าการเดินทางสู่อิสรภาพได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

นกกาบินลงมาจิกกินข้าวสารที่เหลืออยู่ในหลังรถกะบะที่กำลังจอดติดไฟแดงอยู่ที่แยกบิ๊กซี นครสวรรค์

หมายเหตุ: ได้ใช้ภาพนี้ในการบรรยายให้กับพระนิสิตต่างชาติเรื่องระบบนิเวศ ในช่วงที่พูดถึง Urban Ecology โดยอธิบายถึงความสัมพันธ์ของนกที่อาศัยอยู่บนตึกสูง และบินลงมาจิกข้าวสารที่เหลือหลังรถกระบะ พระนิสิตต่างชาติชอบมากทีเดียว

จากนครสวรรค์แล้วเลี้ยวขวาสู่เส้นทางไปพิษณุโลกตอนตะวันเลยหัวไปนิดเดียว ต้องมองหาร้านอาหารริมทางเสียแล้ว เห็นป้ายร้านอาหารข้างหน้า แต่มองไปมองมาก็ดูไม่ออกว่าเป็นร้านอาหารได้อย่างไร เพราะที่ด้านหน้าร้านเต็มไปด้วยไม้ดัดและไม้ประดับสูงท่วมหัววางขายอยู่คู่กับผลิตภัณฑ์จากไม้ กระถาง และดินเผา กระทั่งเข้ามาด้านในจึงเห็นร้านอาหารซ่อนตัวอยู่ คณะเดินทางดูจะพร้อมใจกันสั่งผัดกระเพราหมูสับไข่ดาว เพื่อความรวดเร็วเพราะวางแผนไปให้ถึงน่านภายใน 5 โมงเย็น เนื่องจากต้องไปรวมตัวกับคณะของพระอัครกิตติ์ที่เดินทางมาจากแม่สะเรียง และเอาเส้นก๊วยเตี๋ยวที่ขนมาร่วมในงานหล่อพระ 200 กิโลกรัมจากนครปฐมลงที่วัดหาดเค็ดล่าง ห่างจากอำเภอเมืองไป 15 กิโลเมตรเสียก่อน

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะบรรยากาศหรือความหิวที่ทำให้ข้าวกระเพราหมูมื้อนั้นช่างอร่อย เห็นโมจิวางขายอยู่ด้านหน้า เลยได้โมจิติดมือไปฝากดีเจแก้มใสกับบรรดาญาติพี่น้องของป้าสะใภ้อีกสิบกล่อง ด้วยความที่วิ่งไปซื้อหากุ้งแห้งและปลาอินทรีย์จากบางแสนให้ไม่ทัน เลยได้แค่กะปิร่วมสิบกิโลไปฝาก กับปลาหมึกแห้งอีกไม่กี่กิโล

กลับเข้าสู่เส้นทางอีกครั้งตอนเที่ยงครึ่ง มุ่งหน้าไปพิษณุโลก ระยะทางอีกประมาณ 100 กิโลเมตร ถนนสี่เลนส์แบบนี้คงใช้เวลาไม่เกิน40 นาที มาได้ไม่ไกลนักพระอัครกิตติ์ก็โทรเข้ามาแจ้งว่า น้องเพียบแปล้ (รถประจำตัวสุดรักสุดหวง) เสียอยู่ที่ฮอด ตอนนี้กำลังซ่อมใกล้เสร็จแล้ว ที่ใกล้เสร็จเพราะเริ่มออกเดินทางกันมาตั้งแต่ตีสาม ไม่รู้ว่ามาเสียเอาตอนกี่โมง รู้แต่ว่า ท่านโทรมาบอกให้ขับกินลมชมวิวได้ตามสบายเพราะกว่าจะไปถึงน่าน คงมืด ทราบดังนั้นคุณพุดพิชญาเลยชะลอความเร็วเข้าสู่ระดับปกติ ฟัง "ปริญญาใจ" จากคลื่นวิทยุท้องถิ่นสบายใจไป

             เส้นทางช่วงอุตรดิตถ์-แพร่ ร่วม 80 กิโลที่เป็นทางเขาที่ลัดเลี้ยวไปมา ทำให้ต้องขับขี่ด้วยความระมัดระวังมากขึ้น  

ผ่านมหาวิทยาลัยนเรศวร เหลียวมองอพาร์เมนต์ที่เคยมาเมื่อครั้งที่พานักศึกษาจากศิลปากรมาร่วมกิจกรรมเมื่อสี่ห้าปีก่อน จำได้ว่า ราคาไม่แพง สะอาดน่าอยู่และตั้งอยู่หน้ามหาวิทยาลัย เลยมาถึงสี่แยกก็ให้เตรียมเลี้ยวขวา เข้าบายพาสสู่แยกอินโดจีนเพื่อไปอุตรดิตถ์ วิทยุท้องถิ่นคงจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกันเพราะเปิดเพลงพี่เบิร์ดติดต่อกันร่วมยี่สิบเพลง

เส้นทางสู่อุตรดิตถ์ยังไม่เรียบนัก แม้จะมีการปรับผิวถนนแล้ว ปลายทางมีการปิดซ่อมบางช่วงทำให้ต้องขับอย่างระมัดระวัง แต่จากอุตรดิตถ์สู่แพร่นั้นถนนดีทีเดียว คุณพุดพิชญากลับมาทำเวลาได้อีกครั้ง

               สภาพถนนช่วงแพร่ - น่านวิ่งได้ฉิวตามต้องการ

เลยทางเข้าพระธาตุช่อแฮ พระธาตุสำหรับคนเกิดปีขาลมาหน่อยเดียว หลวงพี่เชอร์รี่ก็โทรศัพท์เข้ามาอีกครั้ง เพื่อหารือเรื่องการซื้อน้ำตาลเพราะท่านคงไม่แวะเข้าเชียงใหม่ แต่จะตรงมาลำปางเลย น้ำตาลทรายแดงกำลังขาดตลาด กิโลหนึ่งตกเกือบสามสิบบาท แต่มีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้ หลังจากประสานไปทางดีเจแก้ใสทำให้ทราบว่าที่ปัวมีขาย ราคากิโลกรัมละ 26 บาทเอง หลวงพี่เชอร์รี่จึงไม่ต้องแวะซื้อของสดของแห้งใดๆ ขอให้ตรงมาที่ปัวเลย เพราะตอนนั้นก็ห้าโมงเย็นแล้ว ขับรถทางเขามืดๆ นั้นอันตราย

คุณพุดฯ มาถึงเมืองน่านเอาตอนหกโมงครึ่ง เวลานั้นก็มืดสนิทแล้ว ขณะที่หลวงพี่เชอร์รี่เพิ่งจะเลยลำปางมาหน่อยเดียว กว่าจะถึงน่านก็คงเกือบสองยาม จะให้ไปจำวัดที่วัดร้องแงซึ่งท่านเจ้าอาวาสก็ได้จัดที่ทางไว้ให้นั้นเห็นจะไม่เหมาะนัก จะพลอยทำให้ทางวัดเป็นห่วง เลยนิมนต์ท่านพักที่รีสอร์ทกับทางคณะฯ โดยจัดห้องให้สำหรับพระสงฆ์ต่างหากที่ชั้นบน หารือกับหลวงพี่เชอร์รี่ท่านก็รับนิมนต์ตามนั้น เรื่องที่พักก็หมดห่วงไปเปลาะหนึ่ง

คราวนี้มาถึงเรื่องการหาวัดหาดเค็ดล่าง

เวลาค่ำมืดบนเส้นทางที่ไม่คุ้นชินทำให้ระยะทางไม่กี่กิโลผ่านป่าผ่านเขาแลดูน่ากลัว หลังจากหลงทางไปมาอยู่ริมชานเมืองพักใหญ่ และเห็นว่า แม่และน้าฝาแฝดดูตื่นกลัวเพราะไม่เห็นเมืองซักทีนอกจากป่าทึบ จึงตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาหลวงพี่เชอร์รี่อีกครั้งเพื่อสอบถามทาง หากเห็นว่าไกลนักจะพักไว้ ค่อยมาใหม่พรุ่งนี้ หลวงพี่เชอร์รี่จึงให้โทรไปเรียนถามพระยิ้ม จากวัดราชสนุ่นแถวปทุมธานีที่จะเดินทางมาสมทบในวันพรุ่ง พระยิ้มท่านให้กำลังใจดี บอกว่ามาถูกทางแล้วให้ขับเลยไปอีกไม่ไกลนักจะเห็นหมู่บ้านใหญ่และทางเข้าวัด ได้ฟังดังนั้น คณะสว. ก็ค่อยคลายใจลงมาหน่อย ค่อยๆ ขับคลำทางมาจนกระทั่งถึง ท่านเจ้าอาวาสวัดนั้นรออยู่ก่อนแล้ว พระยิ้มท่านคงโทรมาประสานไว้ล่วงหน้า

เณรน้อยและเด็กวัดพากันมายืนมองคณะญาติโยมที่มาเยือนเวลาวิกาลและมาช่วยขนเส้นก๊วยเตี๋ยวจากท้ายรถไปวางไว้ที่กุฎิท่านเจ้าอาวาส เลยได้มอบโมจิให้เสียเลย จากวัดหาดเค็ดล่างต้องวิ่งกลับเข้ามาในเมืองน่านก่อน โดยมาโผล่ที่สะพานตรงหน้าโรงพยาบาลน่าน แล้วจึงวิ่งออกไปทางเส้นที่มุ่งไปท่าวังผาสู่อำเภอปัว อันเป็นจุดหมายปลายทางของวันนี้ เหลืออีก 80 กิโลเมตรเท่านั้นเอง

เหนื่อยจัดเพราะขับมือเดียวเลยแวะพักและทานข้าวเย็นที่ร้านต้นโพธิ์ ร้านเก่าแก่ของจังหวัดไว้รองรับคณะทัวร์และคหบดีของที่นี่ โชคดีที่โต๊ะตัวสุดท้ายว่างอยู่ เลยได้เห็ดเข็มทองผัด กับแกงส้ม และทอดมันรองท้อง แกงส้มของที่นี่อร่อย เพราะใส่ผักหลายชนิดทำให้หวานอมเปรี้ยว ไม่มีใครสนใจเห็ดเข็มทองและทอดมันเลย แต่ทุกอย่างเกลี้ยงภายในสิบห้านาที นึกถึงน้องชายที่รออยู่ที่ปัวเลยซื้อแหนมทรงเครื่องไปฝาก ดีนะที่เปิดออกดูก่อนจึงรู้ว่าเป็นแหนมดิบ ร้อนถึงบริกร ต้องวิ่งไปอบให้สุกอีกที

กลับเข้าสู่เส้นทางอีกครั้งตอนสองทุ่มกว่า วิ่งมาเรื่อยๆ ตามเงาต้นฉำฉาและอุโมงค์ต้นไม้ที่คุ้นตา แถวๆ ท่าวังผาเกิดไฟป่าขึ้น มาเหนือทีไรต้องได้เห็นไฟป่าริมทางทุกทีไป เห็นชาวบ้านกลุ่มใหญ่กำลังกุลีกุจอดับ คงจะอีกหลายเหนื่อยทีเดียว จากท่าวังผาอีก 10 กิโลเมตรก็ถึงจังหวัดน่านเพราะถนนสี่เลนส์เสร็จแล้ว เข้าสู่เมืองน่านเมื่อตอนสามทุ่มกว่า เลี้ยวขวาไปอูปแก้วรีสอร์ท ทางเข้าอยู่ตรงสนามกีฬา กว่าจะจัดการเรื่องห้องพักเรียบร้อยคณะของหลวงพี่เชอร์รี่ก็เดินทางมาถึงพอดีตอนสี่ทุ่มกว่าในสภาพที่อิดโรยเต็มที....

9 ธันวาคม 2553

วันนี้ได้มานั่งชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ยอดดอยเล็กๆ ที่เมืองปัว สายหมอกยามเช้าโรยตัวขึ้นมาช้าๆ อย่างคนขี้เกียจ เช้านี้เลยได้ถวายอาหารเช้าให้กับหลวงพี่ตือกับหลวงพี่เชอร์รี่ด้วยชุดอาหารเช้าของโรงแรม ซึ่งก็เหมือนกันทุกที่ ทั้งข้าวต้มเครื่อง ขนมปังไข่ดาว ข้าวผัด ดีหน่อยที่มีผัดผักบุ้งและแกงพื้นเมืองไว้บริการด้วย หลังจากจัดการกับอาหารเช้าแล้ว เพิ่งเห็นว่าพี่แดง สารถีของคณะพี่เชอร์รี่ที่ต้องฝ่าเขามานับพันลูกเมื่อคืนนั้นเหนื่อยแค่ไหน เหนื่อยไม่เหนื่อยก็ดูที่รองเท้าแล้วกัน

สภาพพี่แดงหลังจากผ่านพ้นคืนวันที่เหนื่อยแบบสุดๆ เหนื่อยแค่ไหนให้ดูที่รองเท้า

ทางอูปแก้วได้มอบน้ำไว้ให้ไปชงชาเลี้ยงชาวม้งเต็มถังใบใหญ่ หลังจากลำเลียงของขึ้นน้องเพียบแปล้เรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงของสด ได้ลูกชิ้นห้าสิบกิโลมาแล้ว แต่ยังขาดเครื่องก๊วยเตี๋ยว ต้องแวะที่ตลาดเมืองปัว ส่วนหลวงพี่ต้องแยกเพื่อวิ่งไปหาปั๊มแก๊สที่อยู่เลยตัวอำเภอไปหน่อย แล้วค่อยมาเจอกันที่ป้อมหน้าสนามกีฬา

ตลาดเมืองปัวเป็นทั้งตลาดค้าส่งและตลาดค้าปลีก โดยพ่อค้าแม่ค้าจะเดินทางมาขายผักจำพวกกะหล่ำปลีอันเป็นการค้าส่งกันตั้งแต่ตีสองจนถึงตีห้า จากนั้นแม่ค้าปลีกก็จะมารับช่วงต่อ กะหล่ำปลีก่อนตีห้าจะราคาประมาณ 5 บาท แต่ถ้ามาถึงมือแม่ค้าขายปลีกแล้วราคาจะสูงขึ้น เช้านั้นเลยได้ข้าวเหนียวไก่ย่าง และสารพัดน้ำพริกไว้ถวายพระช่วงเพล พร้อมกับซื้อน้ำดื่มและผลไม้สำรองไปด้วย กว่าการซื้อกระหน่ำจะแล้วเสร็จก็เกือบเก้าโมงเช้า ไปถึงป่ากลาง เพื่อร่วมในงานปีใหม่ม้งก็สิบโมงกว่าเข้าไปแล้ว

ศูนย์พัฒนาชาวเขาปากกลางตั้งอยู่บนเขาห่างจากอำเภอปัวประมาณ 10 กิโลเมตร มีชุมชนของชนเผ่าม้งตั้งอยู่มากมาย เพราะเป็นพื้นที่ที่รัฐได้จัดไว้รองรับชนเผ่าเพื่อให้อยู่อาศัยเป็นกลุ่มก้อน เดิมเคยเป็นพื้นที่ที่มีการซื้อขายยาเสพติดขนาดใหญ่ ทำให้เป็นพื้นที่ต้องห้ามที่แม้แต่คนท้องถิ่นก็ไม่กล้าเดินทางเข้ามา แต่เมื่อปี พ.ศ.2551 มีการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม มีการพัฒนาสินค้าหัตถกรรมหลายชนิด ทำให้เปิดรับนักท่องเที่ยวจากภายนอกมากขึ้น

เวทีงานปีใหม่ม้งที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่

งานปีใหม่ม้งเป็นงานใหญ่ประจำปี มีชนเผ่าม้งจากที่ต่างๆ เดินทางมาร่วมงานหลายพันคน แม้แต่ผู้ที่พำนักอยู่ต่างประเทศ เช่น อเมริกาและออสเตรเลีย ก็ต้องเดินทางกลับมาร่วมงาน เพื่อขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์และผู้อาวุโส วันนี้ยังเป็นวันที่หนุ่มๆสาวๆ ในหมู่บ้านจะได้เลือกคู่ ผ่านการจัดการแข่งขันกีฬาประเพณีและการละเล่นต่างๆ เช่นลูกข่าง และลูกช่วง หลังจากงานประเพณีปีใหม่ม้งจะมีหนุ่มสาวหลายคู่แต่งงานกัน 

เมื่อคณะฯ ไปถึงก็กุลีกุจอตั้งไฟต้มน้ำก๊วยเตี๋ยวมือเป็นระวิง เริ่มจากหลวงพี่ตือกับหลวงพี่เชอร์รี่

หลวงพี่ตือดูแลเรื่องการต้มน้ำและปรุงรส

พี่แดงกับงานหมูๆ

                                                            พี่นิตยากับงานลวกหมูและเรื่องของน้ำซุป 

 

แม่และน้ำฝาแฝดนั้นคุมเรื่องเส้นและเครื่องก๊วยเตี๋ยวอยู่ด้านหลัง

น้องชายยังเปลี่ยนจากศิลปินทรายมาเป็นมือลวกหมู

 ดีเจแก้มใสวิ่งไปวิ่งมาดูแลทุกเรื่องกระทั่งมายืนเหงื่อตก

 

ส่วนหลวงพี่เชอร์รี่นั้นคุมเรื่องชามะลิเย็น ด้วยลีลาที่เปี่ยมไปด้วยความตั้งใจและมั่นใจ

(ไม่อยากบอกเลยว่าผลของหม้อแรกเป็นยังไง รู้ได้อย่างไร - ก็โดนบังคับชิมแก้วแรกไงเล่า เห็นลีลา สีหน้าที่ตั้งใจทำให้ไม่กล้าเรียนตามตรง เดี๋ยวจะเสียกำลังใจ กระทั่งท่านลุกขึ้นมาชิมเองจึงรู้ว่า "แรง" ร้อนถึงน้ำร้อนที่ต้องต้มเพื่อมาผสมให้จืดจางลง เฮ้อ...รอดตัวไปเรา)

ภาพแห่งการรอคอยก๊วยเตี๋ยว กระทั่งได้ขึ้นแท่นเป็นพระเอกของงานไปแล้ว

 

อีกลีลาของความอร่อยที่หลบเร้นอยู่รอบๆ หม้อก๊วยเตี๋ยว ถ้าจะกินแบบคนใจถึง มันต้องอย่างนี้

แล้วก๊วยเตี๋ยวก็ดึงดูดทุกคนทั้งลูกเด็กเล็กแดงมากหน้าหลายตามมาที่เต๊นท์ จนหม้อแรกหมดก่อนเที่ยง

ในการร่วมงานชนเผ่าม้งจะแต่งกายในชุดประจำเผ่า ที่มีเครื่องประดับครบครัน ค่านิยมที่เปลี่ยนไปคือ หญิงสาวจะสวมรองเท้าส้นสูงที่มีราคาแพง และสวมถุงน่อง

หนุ่มสาวหลายคนมีโอกาสศึกษาต่อในระดับสูง แต่ข่าวว่าไม่อยากกลับมาทำงานที่ปัว เพราะสังคมที่นั่นยังไม่เปิดรับชนเผ่ามากนัก ดังนั้นจึงต้องไปทำมาหากินในจังหวัดอื่นๆ และส่งเงินกลับมาให้กับพ่อแม่ในแต่ละเดือน ในความรับรู้ของคนทั่วไปเห็นว่า ชนเผ่าม้งที่ปากกลางยังเข้าถึงยาก รักพวกพ้อง บางคนถึงกับกล่าวว่า พวกนี้ถือกฎหมู่มากกว่ากฎหมาย ความเข้าใจเหล่านี้เองที่ทำให้เกิดช่องว่างทางสังคม ที่สุดแล้วปฏิสัมพันธ์ระหว่างชาวม้งกับคนภายนอกจึงมีน้อย การศึกษาวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่ดำรงอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งค่านิยม อัตลักษณ์ พื้นที่ในสังคม และบทบาทของผู้หญิงจึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง 

ผู้เฒ่าแต่งกายอย่างสวยงามมาโยนลูกช่วงด้วยเช่นกัน แต่แยกกันคนละวงกับวงของหนุ่มสาว

บ่ายสามแล้วกว่าจะเลี้ยงก๊วยเตี๋ยวรอบบ่ายหมด เร่งพากันเก็บของแล้วมุ่งสู่ดอยเสมอดาว ซึ่งอยู่ห่างจากป่ากลางร่วม 100 กิโลเมตร ดีเจแก้มใสแนะนำว่า ควรไปถึงให้เร็วที่สุดเพื่อหาที่กางเต๊นท์ มิเช่นนั้นจะไม่มีที่ ทางคณะของน้องเพียบแปล้ยังแวะซื้อลูกชิ้นและพักให้ญาติโยมได้ทานอาหารเย็นที่ตัวจังหวัดน่าน ส่วนคณะคุณพุดฯ นั้นล่วงหน้าไปก่อนแล้วเพื่อไปประสานงานเรื่องกางเต๊นท์

 

พระอาทิตย์ยามเย็นระหว่างทางสู่ดอยเสมอดาวสวยงามอย่าบอกใคร

การสำรวจพื้นที่กางเต๊นท์แต่วัน ทำให้รู้ว่า ไม่เหมาะนักหากจะให้พระสงฆ์ท่านไปพักรวมกับบรรดานักท่องเที่ยว เลยเดินหาพื้นที่ร่วมกับทางเจ้าหน้าที่อุทยานฯ กระทั่งมาเจอที่ศาลา 2 บนไหล่เขาเล็กๆ ในชั้นรองลงไปจากยอดดอยที่เป็นจุดชมวิว ที่นั่นยังมีพื้นที่สองชั้น ชั้นบนไว้ให้คณะพระสงฆ์ ทั้งหลวงพี่ตือและหลวงพี่เชอร์รี่ ถัดมาจึงเป็นเต๊นท์ของลุงแดง ส่วนชั้นล่างแบ่งให้ญาติโยมที่ส่วนใหญ่เป็น สว. กันแล้วทั้งสิ้นได้อาศัยกางเต๊นท์นอน

อากาศตอนหัวค่ำกำลังดี แต่เห็นว่าลมหนาวจะพัดมาตอนตีสี่ คราวนี้เป็นได้หนาวจับใจ ดีใจแก้ใสเตรียมที่นอนและผ้าห่มมาให้อย่างดี แบ่งกันไปคนละผืนสองผืน ก็พอได้อุ่นไอคลายหนาวลง กางเต๊นท์เสร็จแล้วด้วยความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ของอุทยานฯ ทำให้มีเวลาชมฟ้าบนดอยอยู่พักใหญ่ ก่อนที่คณะของหลวงพี่เชอร์รี่จะดงเขามาถึง

เจ้าหน้าที่อุทยานฯ เห็นความตั้งใจของพระท่าน เลยอนุญาตให้น้องเพียบแปล้และคุณพุดฯ จอดไว้ที่เนินใกล้ๆ จุดพักค้างได้ ขณะที่นักท่องเที่ยวคนอื่นต้องนำรถลงไปจอดที่ตีนดอย ซึ่งอยู่ห่างออกไปร่วม 800 เมตร แล้วค่อยขึ้นรถบริการที่ทางอุทยานฯ จัดไว้บริการขึ้นมา

หลวงพี่เชอร์รี่ทราบว่า คณะญาติโยมที่เหลือยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง จึงเดินหายไป และกลับมาพร้อมกับถังแก๊ส หม้อและอุปกรณ์ในการต้มน้ำร้อน เย็นนั้นบรรดาสว. เลยได้บะหมี่รองท้องสบายไป

ที่พักสำหรับพระสงฆ์บนดอยเสมอดาว

หลวงพี่เชอร์รี่โชวพาว์แบกถังแก๊สและเตาขึ้นดอยสูงชันเพื่อนำมาต้มน้ำร้อนให้ญาติโยม

 พี่พักคณะญาติโยมอยู่ในเบื้องล่างลงไป

คืนนั้นดาวเต็มท้องฟ้า ลมหนาวเพิ่งเริ่มพัดพลิ้วขึ้นมา พรุ่งนี้ต้องตื่นต้มน้ำชาเลี้ยงนักท่องเที่ยวแต่เช้าตรู่ ขอนอนเอาแรงกันดีกว่า  

10 ธันวาคม 2553

ดอยเสมอดาวตื่นเช้ากว่าทุกวัน ด้วยเสียงของพระที่ท่านประกาศเรื่องมีชาหอมๆ จากดอยแม่สลองมาไว้บริการ ได้ยินไปไกลเป็นสิบดอย พอฟ้าสางก็นำน้ำชาร้อนขึ้นไปบริการถึงที่ คนให้ความสนใจชาเพราะอยากรู้ว่าจะอร่อยซักแค่ไหน ประกอบกับช่วยขับความหนาว และเห็นพระสงฆ์ท่านยืนยิ้มด้วยความภูมิใจ วันนั้นไม่มีใครไม่ได้ลองชาฝีมือพระ พิสูจน์ด้วยรูปด้านล่าง แผนกตักเสริฟเลยตักกันแทบไม่ทันทีเดียว

 

 

นักท่องเที่ยวทยอยกันมาชิมด้วยความสงสัยใคร่รู้ ประเดิมด้วยน้ำชาร้อนๆ

จากน้ำชาก็มาถึงโกโก้ร้อนๆ เพื่อเอาใจเด็กๆ บ้าง

โกโก้มีประโยชน์ และดูจะเป็นที่ชื่นชอบของคนทุกวัย

คณะนี้มาจากไทยทีวีสีช่องสาม กรุงเทพ พร๊อพครบเซ็ท

หลวงพี่เชอร์รี่มายืนดูผลงาน พร้อมกับมีญาติโยมบางคนเกิดศรัทธาต้องการร่วมทำบุญ ขณะที่เสียงโทรโข่งยังคงดังไม่หยุด

 

ถูกชี้นำแกมบังคมให้ประกาศว่า มีช๊อคโกแลตร้อนๆ ฟรีมาบริการ

ดูเอาเถอะอุตส่าห์เสียเงินเสียทองมาชมหมอกถึงเมืองน่าน กลับต้องมานั่งฟังเสียงป้าแก่ๆ พูดเรื่องช๊อคโกแลต แถมเจ้าโทรโข่งนี่ยังมีความสามารถพิเศษในการทวนข้อความไม่หยุด ทำเอาคนพูดนั่งอายแทบอยากเอาหน้ามุดดิน กับสองอยากจะปิดเสียง ถ้าไม่ติดที่ท่านเจ้าของเฝ้าเครื่องอยู่ คงมีรายการปทุศร้ายเจ้าลำโพงน้อยกันบ้างแหละงานนี้ เลยขอตั้งชื่อประชดความหวานหอมอร่อยในครั้งนั้น ที่ท่านผู้เป็นโต้โผหลักภูมิใจหนักหนาเสียเลย

นึกแล้วขำตัวเอง

หม้อแรกหมดไปแอบดีใจ ที่ไหนได้ พระท่านลงไปต้มน้ำชามาเพิ่มอีกร่วมสี่กาใหญ่ๆ งานเข้าแล้วหล่ะทีนี้ ดีใจแก้มในถึงยืนอึ้ง ร้อนถึงฝ่าย ปชส. ต้องรีบกระจายของให้ทันทีเดียว โชคดีที่มีดีเจแก้ใสมาด้วย เสียงของดีเจท่านดึงดูดคนให้เข้ามาได้ดีจริงๆ

 

ดอยเสมอดาว ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาสูงชันในอุทยานศรีน่าน เขตป่าสงวนแห่งชาติใกล้กับแม่น้ำน่านตอนใต้ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเวียงสา อำเภอนาน้อย และอำเภอนาหมื่น ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน มีสภาพภูมิอากาศค่อนข้างเย็นในฤดูหนาว

พระอาทิตย์และหมอกยามเช้าที่สวยงาม กับทัศนียภาพที่สามารถมองเห็นเมืองน่านและแม่น้ำน่านได้รอบด้านดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามา การลงพื้นที่ทำให้ทราบว่า ดอยเสมอดาวยังไม่เป็นที่รู้จักของคนในเมืองน่าน แต่มีชื่อเสียงในหมู่นักท่องเที่ยวจากกรุงเทพ และกลุ่มของหนุ่มสาวที่นิยมมานอนพักค้างคืน โดยอุทยานได้จัดพื้นที่กางเต้นท์ไว้บนยอดเขาลดหลั่นกันไปตามลำดับชั้น มีห้องน้ำรวมไว้บริการและระบบการดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างดี แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากความมีจำกัดของพื้นที่ทำให้ไม่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ทั้งหมด บางส่วนต้องขึ้นมาในตอนเช้ามืด (ประมาณตีสี่) เพื่อมาชมหมอกยามเช้า กระทั่ง 9 โมง จึงทยอยกันไปเที่ยวชมธรรมชาติที่อยู่รอบๆ เช่น ผาสิงห์ ผาชู้ และเสาดิน (แกรนด์แคนยอนเมืองไทย คล้ายกับแพะเมืองผี ที่มีต้นดิกเดียมขึ้นอยู่มากมาย) 



 

จุดชมวิว ดอยเสมอดาว

เป็นที่น่าสังเกตว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นประเภทที่ชอบชมธรรมชาติ (Nature Viewers) ที่เดินทางมาเป็นกลุ่มหรือหมู่คณะในระหว่างวันหยุด รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่แสวงหาการพักผ่อน (Rest-seekers) บางส่วนเป็นนักท่องเที่ยวแบบเดินทางมาพร้อมครอบครัว (Family-oriented) และนักท่องเที่ยวแบบประเพณีนิยม (Traditionalists) ที่เน้นเรื่องความปลอดภัยและไม่เสี่ยงภัย การให้ข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นที่มีลักษณะเฉพาะยังมีอยู่น้อย

กิจกรรมการท่องเที่ยวจึงเป็นการชมธรรมชาติยามเช้าเท่านั้น ดอยเสมอดาวเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมในการศึกษาป่าไม้ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและหน้าผาต่างๆ สวยงาม เหมาะสำหรับการเรียนรู้เรื่องการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ต้นไม้กับการลดโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศและผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ (Climate Change vs Biodiversity) ซึ่งกิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าวจะเป็นข้อมูลให้กับเจ้าหน้าที่ของอุทยานในการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวและสร้างข้อมูลการท่องเที่ยวที่คำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการสร้างจิตสำนึกได้ต่อไป 

 

 

 

จุดชมวิวที่ศาลา 2 ณ ดอยเสมอดาว ก็งามไปอีกแบบ

สายๆ คณะ นำโดยดีเจแก้ใสและเจ้าหน้าที่ของอุทยานฯ พากันเก็บเต๊นท์เพื่อมุ่งหน้าสู่บ้านแม่ลาน้อย ห่างออกไปอีก 40 กิโลเมตร

เข้าพื้นที่บ้านแม่ลาน้อย ดีใจที่ได้นั่งหลังรถกะบะไปกับดีเจแก้มใสเขาหล่ะ

หมู่บ้านห้วยเลาตั้งอยู่กลางป่าลึกบนเทือกเขาสูงและสลับซับซ้อน ใกล้กับประเทศลาว ต้องเดินทางเลยจากดอยเสมอดาวไปอีกประมาณ 40 นาที ด้วยรถโฟร์วีลหรือรถกระบะ หมู่บ้านห้วยเลาเป็นหมู่บ้านขนาดเล็ก ประมาณ 40 ครัวเรือน ประชากรประมาณ 150 คน ส่วนใหญ่ทำไร่ข้าวโพดและปลูกข้าวตามไหล่เขา สภาพป่ารอบหมู่บ้านมีความอุดมสมบูรณ์ มีได้มีค่าหลายชนิดทั้งไม้สักทอง ประดู่ ไม้แดง ไม้เต็ง ไม้รังและไผ่ชนิดต่างๆ ที่ชุมชนใช้เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญ อากาศเย็นตลอดปี พื้นที่ดังกล่าวเหมาะในการศึกษาเรื่องรูปแบบการทำเกษตรกรรมบนพื้นที่สูง และศึกษาเรื่อง Carbon footprint

 

 ถ่ายกับคณะของกำนันและสารวัตรกำนันที่พาเข้าพื้นที่ก่อนลากลับเมืองปัว

วันที่ 11 ธันวาคม 2553

เช้านี้ตื่นมาด้วยความสดชื่น เพราะเมื่อคืนได้หมอนวดมือฉมังมาบริการถึงห้องที่อูปแก้วรีสอร์ท ยังไม่ทันได้เห็นหน้าค่าตากัน คนรอให้นวดนั้นหลับไปตั้งแต่หมอยังมาไม่ถึง กระทั่งนวดจนแล้วเสร็จร่วมสี่ทุ่ม รู้แต่ว่า หมออุทานอยู่เป็นระยะๆ ว่า เส้นตึงมาก ฟังแล้วก็ได้แต่ยิ้มและตั้งหน้าตั้งตาหลับต่อไป

เช้านี้มีเรื่องต้องทำอยู่สองสามอย่างด้วยกัน อันดับแรกคือเคลียร์เรื่องค่าห้อง เนื่องจากเมื่อสองคืนก่อน ทางรีสอร์ทคิดขาดไปอยู่สี่ร้อย พอมาดูบิลย้อนหลังจึงทราบว่า ไม่ได้คิดห้องที่นอนกันสามคนตามราคาที่ตกลงกันไว้ พอมาขอจ่ายเพิ่ม เจ้าของถึงกับมองตาค้าง เพราะไม่เคยเห็นลูกค้าประเภทนี้มาก่อน ประการที่สอง คือ ต้องวิ่งไปรับกะหล่ำปลี ที่หลวงพี่เชอร์รี่ให้ซื้อมาให้จากเจ๊ดำ เจ้าของร้านอาหารเรณูที่ขึ้นชื่อ เจ๊ดำรออยู่ก่อนแล้ว เห็นสายก็ยังไม่มาเอา สามีเจ๊ดำเป็นชาวเขาเผ่าย้ง อายุอ่อนกว่าเจ๊ดำตั้งแปดปี สะอาดสะอ้านหน้าตาดี อย่างนี้ไงเล่าเจ๊ดำ ชาวจันทบุรีถึงมาลงหลักปักฐานอยู่ถึงเมืองปัว สามีเจ๊ดำพอเห็นคณะก็กุลีกุจอมาช่วยขนกะหล่ำปลีขึ้นรถ

 

ภาพแห่งความประทับใจ ที่ 2/3: ดีเจแก้มใสแจกลูกโป่งดัดเป็นรูปสัตว์และของเล่นต่างๆ กระทั่งเหงื่อตกเพราะถูกเด็กรุม

ภาพแห่งความประทับใจ ที่ 3/3: กับเด็กๆ ที่มารอแม่ที่กำลังช่วยแจกก๊วยเตี๋ยว ที่วัดหาดเค็ดล่าง เด็กที่นี่อู้คำเมืองกัน

 

20 ธันวาคม 2553: ไว้มาเขียนต่อของวันที่ 10 และ 11 นะคะ ไปน่านคราวนี้ประทับใจและสนุกมาก ได้พบเรื่องราวดีๆ มากมาย ทำให้กลับมาไม่ถึง 3 วันก็คิดถึงน่านอีกแล้ว คงจะเป็นเอามาก

2 มกราคม 2554: มาเขียนต่ออีกนิดหน่อย ขอโดดไปเล่าเรื่องทองผาภูมิก่อนนะคะ

 

 

 

น่าน เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๒

 

 3 ธันวาคม 2552

ไอ้กลม เพื่อนเก่าเพื่อนแก่สมัยที่เรียนที่นิด้าเคยพูดถึงน่านให้ฟังเมื่อหลายปี ก่อนว่า เป็นเมืองที่ถ้าไม่คิดจะไปแล้วจะไปไม่ถึง เพราะไม่ได้อยู่บนทางผ่าน แม้จะอยู่ไกลแต่ก็สวยไม่แพ้เมืองอื่นๆ กลมไปน่านเพราะมีเพื่อนเป็นนายอำเภออยู่ที่นั่น เลยได้ไปเที่ยวทุกซอกทุกซอยของเมืองน่าน ฟังกลมเล่าแล้วนึกอยากไปขึ้นมาทันที

วันนี้เพิ่งจะสบโอกาส ได้หยุดยาวๆ เลยว่าจะขับรถไปเที่ยวน่านกับครอบครัว อยากไปมานานแล้ว ต้อม แม่เพื่อนรักของกลมจากจุฬาฯ ส่งภาพดอยเสมอดาวมาให้ดู หากมีโอกาสแล้วจะแวะไปค่ะ

7 ธันวาคม 2552

ในหมู่ศิลปินและคนรักศิลปะ ความหมายและความเป็น "เวียงน่าน" ทั้งหมดดูเหมือนจะถูกขมวดให้ลงมาอยู่ที่ความงดงามของภาพนี้

 

ภาพหนุ่มสาวที่แสดงถึงธรรมเนียมการอยู่ข่วง ส่วนหนึ่งของจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดภูมินทร์ อวดฝีมือและภูมิปัญญาของช่างน่านให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานได้ชมมานานร่วม 400 ปี นักท่องเที่ยวที่ต้องการทำความรู้จักกับเมืองน่านอย่างเข้าใจ ควรไปแวะอ่านรูปที่วัดภูมินทร์เสียก่อน เพราะเป็นแหล่งรวมเรื่องราวและชีวิตความเป็นอยู่ของคนน่านในอดีต แม้ด้านล่างจะลบเลือนไปบ้างแต่ศิลปกรรมไทลื้อที่งดงามก็ยังคงมีให้เห็น

ลักษณะที่เด่นของวัดภูมินทร์อีกประการคือนาคสะดุ้งขนาดใหญ่ที่แห่แหนพระอุโบสถเทินไว้บนกลางลำตัว

 

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ภาพจิตรกรรมที่วัดภูมินทร์กลายเป็นงานที่น่าสนใจคือหอศิลป์ริมน่าน แกลลอรี่ภาพริมทางกลางหุบเขาของท่านอาจารย์วินัย ปราบริปูที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยภาพขนาดเท่าตัวที่ดูแล้วถึงกับตะลึงงัน

 

เนื้อหาของภาพแตกยอดความคิดมาจากภาพจิตรกรรมฝาผนังและนาคสะดุ้งที่วัดภูมินทร์ ผสานเข้ากับวัฒนธรรมสมัยใหม่ที่มาพร้อมกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ดูแล้วบาดอารมณ์กระทั่งต้องไปตามหาต้นตอของเรื่องถึงวัดภูมินทร์ในเวียงน่านทันที

บางส่วนของภาพที่หอศิลป์ริมน่าน

ถัดจากวัดภูมินทร์ก็มาถึงวัดมิ่งเมือง อันเป็นที่ประดิษถานของศาลหลักเมืองน่าน ลายปูนปั้นนั้นงดงามสะกดลมหายใจราวกับต้องมนตร์

 

 ถัดจากวัดภูมินทร์ก็มาถึงวัดศรีพันต้น กับโบสถ์หลัีงงามเหนือจินตนการ

 

แม่น้ำน่าน

  แต่สิ่งที่มีค่ายิ่งที่ตั้งอยู่ ณ วัดแห่งนี้คือพระมหากัจจายานะเถระในพิพิธภัณฑ์ของเก่าที่อยู่ด้านข้างของพระอุโบสถนั่นเอง

 

องค์นี้มีอายุมากกว่า 400 ปี แม้แต่เจ้าเมืองน่านองค์แรกก็ไม่ทราบประวัติความเป็นมา เพราะเก่าแก่อยู่คู่บ้านคู่เมืองมานาน

จากเมืองน่านขับรถกลับมาที่ปัว เห็นป้ายบอกทางไปต้นดิกเดียมเรียงรายอยู่สองข้างทาง มันมีความสำคัญอย่างไรกันหนอ

 

เพียงลูบเบาๆ ที่ลำต้นดิกเดียม ใบก็จะสั่นไหว เหมือนคนขี้เดียม (บ้าจี้) วันนั้นเจ้าต้นดิกเดียมคงเหนื่อยแล้ว จะลูบจะคลำอย่างไรก็นิ่งเฉยท่าเดียว มีเพียงบางกิ่งที่ยังสั่นให้เห็นบ้าง เณรที่วัดบอกว่า ถ้าเจ้าอาวาสสัมผัสถึงจะสั่นไปทั้งต้น

จากต้นดิกเดียมก็มาแวะดูน้ำผุดที่บ้านร้องแง เมืองปัว หรือตาน้ำสมัยโบราณที่หล่อเลี้ยงชุมชนโบราณแห่งนี้มาหลายชั่วอายุคนแล้ว ว่ากันว่า หากใครได้อาบน้ำที่บ่อน้ำแห่งนี้จะมีผิวพรรณนวลผ่อง

 

ปัจจุบันประเพณีและความเชื่ออาจเลือนลางไป เหลือแต่เพียงสัญที่ยังคงเป็นเรื่องเล่าให้ลูกหลานได้เรียนรู้ ความสะอาดของตาน้ำทำให้มีปลาเข้าไปอาศัยอยู่

 และที่นั่นยังมีต้นจามจุรียักษ์อายุกว่าร้อยปียืนตระหง่านอยู่

จากเมืองน่านและปัว วันรุ่งขึ้นเราพากันขึ้นดอยไปชมภูคาที่ดอยภูคา ที่ทางขึ้นมีร้านขายของป่าริมทาง แวะซื้อเผือกซื้อมันไปปิ้งกิน อากาศกำลังหนาวดีทีเดียว

 

 ดีเจแก้มใสกับน้องกอข้าวและสาวงามหลาย

นั่งรถขึ้นดอยทั้งวันเพื่อไปดูเจ้าต้นนี้ต้นเดียว

 

ชมพูภูคา ที่เหลืออยู่ที่นี่ต้นเดียว เดือนนี้ชมพูภูคายังไม่ผลิบาน ต้องรอช่วงกุมภาพันธ์

บุกป่าฝ่าดงฝ่าโค้งร่วมร้อยกว่าโค้ง

 

ป้าปราณีและผองพี่น้องเฮา

 ก็เพื่อไปดูบ่อเกลือโบราณที่ต้องอยู่บนยอดเขาสูงกลา่งหุบเขาที่สลับซับซ้อน ไม่น่าเชื่อ

ขอกอดหนุ่มนาเกลือจั๊กน่อย

 

สภาพบ่อที่ชาวบ้านยังรักษาไว้อย่างดี

ไปอยู่น่านสามสี่วันไม่หนาวสะใจเท่าไหร่ พอเช้าวันจะกลับเท่านั้นแหละ อากาศหนาวมาก ดูบรรยากาศของเช้าวันที่จะกลับแล้วมีหมอกปกคลุมหนาทีเดียว

ขากลับได้มีโอกาสแวะเที่ยวแพะเมืองผีที่เมืองแพร่ด้วย น่าสนใจจริงๆ

 

 จากนั้นแวะมาสักการะพระธาตุช่อแฮ จ.แพร่ วัดประจำคนปีขาล

 ทางขึ้นพระธาตุช่อแฮ

 ขอขอบคุณคณะลูกทัวร์ที่ร่วมเดินทางไปด้วยกันในครั้งนี้

 

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

 

คำแนะนำในการเดินทางสู่เมืองน่าน

1. ที่บ้านร้องแงมีพ่อค้าส้มตำรสเด็ดอยู่ตรงก่อนถึงหมู่บ้าน ทางไปดอยภูคา ไปแล้วต้องลองแวะไปชิมดูนะคะ แต่ดูจากขนาดครกและเครื่องมืออื่นๆ ก็คงรับประกันได้แล้ว

 

 

เดินทางโดยสวัสดิภาพครับ

เดินทางโดยสวัสดิภาพครับ เอารูปมาอวดเยอะ ๆ เน้อ

ต้นดิกเดียมน่าสนใจมาก ๆ ครับ

ต้นดิกเดียมน่าสนใจมาก ๆ ครับ ให้นักศึกษาไปเก็บตัวอย่างได้ไหมนี่  มาเขียนต่อให้จบเร็ว ๆ นะครับ รออ่านอยู่

(No subject)

อยากไปเที่ยวน่านอีก

อยากไปเที่ยวน่านอีก จะต้องหาทางไปให้ได้ เพราะอยากเห็นบรรยากาศสองข้างทาง ในฤดูฝน อุโมงค์ต้นไม้ในน่านคงสดชื่นเขียวชะอุ่ม

คิดถึงเมืองน่าน

Post new comment

The content of this field is kept private and will not be shown publicly.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Allowed HTML tags: <a> <em> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd><img><p><br>
  • Lines and paragraphs break automatically.

More information about formatting options