แม่ฮ่องสอน

Printer-friendly version

ปีนี้ลมหนาวมาเยือนเร็วกว่าที่คิด คราใดที่ลมหนาวพัดแผ่วมา มักทำให้ใจคิดถึงเมืองแห่งขุนเขาที่ประทับอยู่ในใจ ตั้งแต่แม่สะเรียงไปถึงเชียงใหม่ น่าน และปีนี้มีเพิ่มนครนายกขึ้นมาอีกแห่ง เลยไปค้นๆ บทความเก่าๆ ที่เคยเขียนไว้มาอ่านอีกครั้ง อ่านแล้วเลยอยากนำมาไว้ที่นี่ด้วยค่ะ



เมื่อได้รู้จักกับโตแฮ - 3 มีนาคม 2552


แม่ฮ่องสอน จังหวัดเล็ก ๆ ที่ไม่เคยอยู่ในสายตา เพราะนอกจากจะเต็มไปด้วยภูผาสูงชันแล้วยังเลื่องชื่อเรื่องเส้นทางที่คดเคี้ยวไปมา โค้งนับพันนั้นทำให้การเดินทางไปแม่ฮ่องสอนดูจะเป็นการเดินทางที่ยาวไกล และดูจะไกลมากยิ่งขึ้นเมื่อข่าวคราวการปะทะกันตามแนวตะเข็บชายแดนนั้นมีให้ได้ยินกันหนาหูในช่วงระยะสองสามปีที่ผ่านมา แต่แล้ววันหนึ่งก็มีเหตุให้ต้องไปเยือนแม่ฮ่องสอนจนได้


การมาแม่ฮ่องสอนครั้งนี้ไม่ง่ายเลย เพราะสุขภาพที่ไม่เอื้ออำนวยในการขับรถทางไกลนับพันพันกิโลเช่นนี้ พระอัครกิตติ์ ธมฺสโร จากวัดพลับแถวฝั่งธนฯ หัวหน้าทัพธรรมเรียกอาการอย่างนี้ว่าเป็น “ขันธมาร” นั่นคือขันธ์ของตัวเองกลายเป็นมารหรืออุปสรรคในการทำงาน สำหรับครั้งนี้มิใช่เป็นการทำงานอย่างที่เคย ๆ หากแต่เป็นการทำบุญเพื่อช่วยเหลือชาวเขาที่นั่น ที่น่าสนใจคือเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มของพระสงฆ์ ทั้งที่เป็นพระผู้ใหญ่และพระนวกะจากจังหวัดต่าง ๆ ร่วมกับคณะของฆราวาสรวมแล้วก็ร่วมสิบกว่าชีวิต ขันธมารนั้นสำแดงฤทธิ์เดชไปตลอดทาง โชคดีที่ได้ยาหม่องตราลิงถือลูกท้อช่วย ขับไปก็ดมยาหม่องไป เล่นเอาเหล่าบรรดาพระสงฆ์ที่นั่งมาด้วยกันทั้งที่เป็นหลวงพ่อ หลวงน้าและหลวงพี่นั่งตาแทบไม่กระพริบ


กว่าจะเหยียบย่างเข้าสู่ลำพูน อันเป็นประตูสู่เมืองแม่ฮ่องสอนได้ก็เป็นเวลาเย็นย่ำค่ำมืดแล้ว มองไปรอบตัวไม่เห็นใครอื่น นอกจากทิวเขาสลับซับซ้อนที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าลูกแล้วลูกเล่าเมื่อผ่านโค้งซ้ายต่อด้วยโค้งขวาตามทางไหล่เขาที่กรำงานหนักมานานหลายสิบปี บางช่วงไหล่ทางจึงชำรุดทรุดโทรมลงไปบ้าง นาน ๆ จะเห็นมีรถบรรทุกวิ่งสวนมาซักคัน แต่เส้นทางที่สูงชันยังไม่น่ากลัวเท่ากับไฟป่าที่ไหม้ลามจากยอดเขาสู่พื้นล่าง มองไกล ๆ ดูคล้ายกับเถ้าลาวากำลังไหลออกมาจากปล่องภูเขาไฟ แม้เปลวเพลิงจะโรยแรงไปนานแล้วหากแต่เถ้าถ่านยังคงสีแดงฉาน ฉายชัดถึงความร้อนแรงและโหดร้ายของตัวมันเองในชั่วโมงที่ผ่านมา ยิ่งขับนานไป นานไป โค้ง ขุนเขา หน้าผา และไฟป่าก็กลายเป็นของธรรมดา


จุดหมายปลายทางของวันนี้อยู่ที่เมืองลี้ อำเภอเล็ก ๆ ของลำพูนที่ดูลี้ลับสมกับชื่อ เพราะซ่อนตัวอยู่กลางอ้อมกอดของขุนเขาและความหนาวเย็น ที่ตัวเมืองยังมีร้านอาหารเล็ก ๆ เปิดอยู่สองสามแห่งไว้ให้คนจรหมอนหมิ่นได้อาศัยกิน เดินทางมากับพระนั้นเรื่องข้าวปลาอาหารไม่ต้องห่วง ที่ไม่ต้องห่วงเพราะถึงห่วงไปก็ไม่มีประโยชน์ ก็พระท่านฉัน 2 มื้อถึงแค่เที่ยง จากนั้นก็ฉันแต่น้ำปานะอย่างเดียว มาขับรถให้พระเลยต้องกินตามพระไปโดยมีน้ำปานะไว้ลูบท้อง พอมาเห็นเย็นตาโฟ ท้องเจ้ากรรมจากที่เคยได้แต่ครางหงิง ๆ ก็ดังกระหึ่มไปถึงกระดูกค้อนที่อยู่ในหูราวกับมีวงออเคสตร้ามาบรรเลงถึงในนั้นทีเดียว


ที่พักสำหรับค่ำคืนนี้คือวัดพระพุทธบาทถ้ำป่าไผ่ ตั้งอยู่ที่ตำบลป่าไผ่ ห่างจากตัวเมืองลี้ออกไปร่วมสิบกว่ากิโล ที่นี่เป็นสำนักวิปัสสนาที่ค่อนข้างใหญ่ ดูจากห้องพักนับสิบ สิบห้องและห้องน้ำรวมที่มีอยู่มากมาย สะดวกสบายทุกอย่าง ก่อนเข้าที่พักได้มีโอกาสแวะไปกราบท่านเจ้าอาวาสและได้สนทนาธรรมอยู่ครู่หนึ่ง แม้จะเหนื่อยล้าจากการขับรถ และอ่อนแรงด้วยโรคภัยไข้เจ็บที่รุมเร้า หากแต่เสียงพูดที่สูง ๆ ต่ำ ๆ เฉกเช่นคนเหนือของท่านเจ้าอาวาสก็ทำให้การสนทนาธรรมะง่าย ๆ กลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เลยได้พูดคุยซักถามกันอีกยาว


ค่ำคืนที่นอนหลับเป็นตายครั้งแรกในรอบปีจบลงด้วยเสียงนาฬิกาปลุกพระเมื่อตอนตีสี่ นาฬิกาปลุกที่ว่านี้คือเสียงสวดมนต์ของพระภิกษุสงฆ์หลายสิบรูปที่ลงมาทำวัตรตั้งแต่เช้ามืด แม้เสียงนาฬิกาปลุกจะเรียบและเย็น แต่กลับสร้างความประทับใจให้ผู้ที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนได้อย่างยิ่งยวด เช้านี้ที่ลำพูนหนาวมาก เพราะความกดอากาศต่ำที่แผ่ลงมาจากจีน


คณะ ฯ ได้หนีจากลำพูนมาในขณะที่ตะวันยังคงนอนหลับใหล เส้นทางจากลำพูนไปดอยเต่า เข้าอำเภอฮอดนั้นไม่ลำบากมากนัก ขับได้เรื่อย ๆ ล้อไปกับสายหมอกยามเช้า กระทั่งมาสว่างที่ออบหลวงของเมืองเชียงใหม่โดยไม่รู้ตัว แสงอ่อน ๆ ของพระอาทิตย์ยามเช้าขับสีของป่าเขาสองข้างทางให้กลายเป็นทองเหลืองอร่าม ออบหลวงนั้นสวยด้วยทิวทัศน์ริมลำธารที่ไหลซอกซอนไปตามซอกหินขนาดเล็กใหญ่ต่าง ๆ กัน ตั้งวางเรียงรายอยู่ตลอดลำน้ำ เดินตามสายน้ำไหลไปกระทั่งถึงซอกเขาขาดที่อยู่สุดสายตา ก็จะเห็นจุดชมวิวอันเป็นที่มาของคำว่า “ออบหลวง” และที่นี่เองที่ทำให้เรารู้ว่า สายน้ำไม่เคยคอยใครเลยจริง ๆ



จากออบหลวงขับมาเรื่อย ๆ ก็เข้าสู่ทางเขาอีกครั้ง หากแต่ดูอบอุ่นด้วยดอกไม้ป่าหลากสี ที่ผลิบานรับแสงแดดยามเช้า ทางไปแม่สะเรียงจึงเป็นเส้นทางที่สวยงามแห่งหนึ่ง จุดหมายปลายทางของเช้านี้อยู่ที่วัดจอมทองในตัวอำเภอแม่เสรียง....


 


ใครที่เคยไปแม่สะเรียงจะรู้ว่าเมืองหน้าด่านเก่าแก่ของอาณาจักรล้านนาแห่งนี้งดงามและยิ่งใหญ่เพียงไร ความงดงามของแม่สะเรียงคงอยู่ได้ด้วยธรรมชาติที่ยังสมบูรณ์อยู่มาก แต่ใครเลยจะคิดว่าท่ามกลางความเงียบสงบนั้นซ่อนอะไรไว้บ้าง แม่สะเรียงซ่อนโลกแห่งแสงสีหรือที่บางคนเรียกว่า พัทยาของเมืองเหนือที่รวมเอาโรงแรมห้าดาว ผับ บาร์และร้านค้านานาชนิดเข้าไว้ด้วยกัน ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวตามถนนหนทางต่าง ๆ จึงคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาจากทั่วทุกมุมโลก ความใหญ่โตของแม่สะเรียงทำให้มีหน่วยงานระดับจังหวัดตั้งอยู่หลายแห่ง แม้จะอยู่ไกลจากตัวเมืองถึง 164 กิโลเมตร หรือประมาณสองพันกว่าโค้งก็ตามที หน่วยงานที่ว่านี้ก็มีทั้งศาลจังหวัด ด่านศุลกากร ตม. และที่สำคัญคือค่ายอพยพของยูเอ็นที่มีผู้อพยพลี้ภัยมาอาศัยอยู่ร่วม 20,000 กว่าชีวิต ระบบเศรษฐกิจของแม่สะเรียงดูช่างซับซ้อนไม่ต่างอะไรกับทิวเขาสลับซับซ้อนที่เรียงรายอยู่รอบเมือง


นอกจากแม่สะเรียงจะงดงามและยิ่งใหญ่แล้วยังมีอาหารพื้นเมืองรสเลิศ เป็นความอร่อยเฉพาะตัว ทั้งปลาสาละวิน ข้าวซอย ไส้อั่ว น้ำพริกอ่องและหมูทุบ ข้าวซอยของที่นั่นรสชาดเข้มข้นคล้ายกับแกงใต้ ไม่หวานและไม่มันจนเกินไปนัก เห็นทีมื้อเที่ยงของวันนี้คงจะไม่พ้นข้าวซอยเป็นแน่ นอกจากอาหารคาวแล้วยังมีอาหารหวานอีกมากมาย ทั้งขนมข้าวเหนียวกวนของพม่า โรตีสารพัดไส้ ขนมปังสังขยาและอื่น ๆ



ไร่กะหล่ำปลีอันกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตาบอกว่าเราใกล้จุดหมายปลายทางเข้าไปทุกที เนวิเกเตอร์ประจำรถคันนี้ฝีไม้ลายมือไม่เบาเลยทีเดียว ถัดมาหน่อยเห็นมีตลาดค้าส่งเล็ก ๆ ที่คลาคล่ำไปด้วยรถขนกะหล่ำฯ และลูกค้าจากที่ต่าง ๆ กะหล่ำปลีที่นี่หัวใหญ่และมีรสหวาน เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของแม่สะเรียง แต่ทำไมเด็กน้อยตาดำ ๆ จึงกลัวกะหล่ำ ฯ กันนักหนา? เด็กดื้อมักโดนขู่ว่า “เดี๋ยวเถอะ เดี๋ยวจะให้กินกะหล่ำปลีซะให้เข็ด” ขู่แบบนี้เป็นได้เห็นผลทันตา ก็เพราะเด็ก ๆ กินกะหล่ำปลีกันมาตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น กินกันมานานกระทั่งความอร่อยแปรเปลี่ยนเป็นความกลัวโดยไม่รู้ตัว


ถัดจากไร่กะหล่ำปลีมาไม่ไกลนักก็ถึงช่วงที่เป็นรีสอร์ทและเกสต์เฮ้าท์ ก่อนจะเข้าสู่ตัวเมืองที่มองเห็นพิพิธภัณฑ์เรือนไทยทรงล้านนาหลังใหญ่ยืนตระหง่าน สมแล้วที่เป็นดินแดนแห่งพระธาตุสี่จอม พระธาตุจอมแจ้ง พระธาตุจอมกิตติ พระธาตุจอมมอญและพระธาตุจอมทองถือเป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแม่สะเรียงมาช้านาน และที่วัดพระธาตุจอมทองจะเป็นที่พักของคณะ ฯ ในคืนนี้



วัดพระธาตุจอมทองถือเป็นวัดใหญ่และมีชื่อเสียงมานาน ตั้งอยู่บนเขาห่างจากตัวเมืองออกไปประมาณ 1 กิโลเมตรตามเส้นทางสายแม่สะเรียง-สบเมย ที่ยอดเขาสามารถมองเห็นพระธาตุทั้งสี่จอมได้ถนัดตา ทั้งยังเห็นตัวเมืองแม่สะเรียงที่ทอดยาวไปตามลำน้ำแม่สะเรียง มีทุ่งนาเขียวชอุ่มเป็นเบื้องหน้าและขุนเขาสูงเสียดฟ้าที่กางกั้นไทยกับพม่าเป็นเบื้องหลัง ตะวันลับฟ้าที่เหลี่ยมเขาไกล ๆ สะกดใจใครต่อใครให้ต้องแวะเข้ามาเยี่ยมชม หลวงพ่อสุพลเจ้าอาวาสวัดจอมทองได้ให้การต้อนรับและดูแลคณะ ฯ เป็นอย่างดี ท่านเป็นเลขานุการเจ้าคณะอำเภอ เพิ่งมาบวชได้ไม่กี่พรรษาหลังจากที่ภรรยาเสียชีวิตไป ก่อนหน้าที่จะหันเข้าสู่ร่มกาสาวพัตรนั้นท่านเคยเป็นตำรวจตระเวนชายแดนมาก่อนและได้ตระเวนไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ กระทั่งพูดภาษากระเหรี่ยงได้อย่างคล่องแคล่ว ได้มาลงพื้นที่กับพระว่าแปลกแล้ว มีพระที่เคยเป็น ตชด. เป็นผู้นำทางยิ่งแปลกไปกันใหญ่



หกชั่วโมงก่อนตะวันจะลับเหลี่ยมเขายังมีภารกิจที่สำคัญรออยู่ที่บ้านแม่ต๊อบเหนือ แม้จะอยู่ห่างจากตัวเมืองไม่ถึง 20 กิโลเมตร แต่ก็ทำให้คนที่ไม่ชำนาญพื้นที่หลงทางไปได้เหมือนกัน เหตุเพราะป้ายบอกทางนั้นถูกปิดทับด้วยป้ายอื่น ๆ สารพัดสารพัน รถคันที่บรรทุกอาหารและสิ่งของที่จะนำมาแจกชาวบ้านจึงเตลิดไปไกลเกือบถึงชายแดนพม่าทีเดียว อย่าไปหวังพึ่งเทคโนโลยีเสียให้ยาก เพราะสัญญาณโทรศัพท์นั้นบอดสนิท ส่วน Walkie Talkie ก็ใช้การไม่ได้ เครื่องเนวิเกเตอร์ราคาร่วมหมื่นก็ไม่อาจบอกตำแหน่งของบ้านแม่ต๊อบเหนือได้ คณะ ฯ ที่เดินทางไปถึงก่อนจึงอาศัยช่วงเวลานี้เดินเที่ยวชมหมู่บ้านเพลินไปเท่านั้น



ชาวปกากญอเกือบ 50 คนที่มานั่งรออยู่ก่อนแล้วนั้นมีทั้งคนแก่ คนหนุ่มสาว ลูกเล็กเด็กแดง ถนนคอนกรีตที่ตัดมาถึงหมู่บ้านทำให้ชาวบ้านที่นี่สามารถพูดภาษากลางได้อย่างคล่องแคล่ว ถนนยังนำเอาความเจริญสมัยใหม่บางส่วนเข้ามาด้วย หลายคนหันมาสวมเสื้อยืดและนุ่งกางเกงแบบคนเมือง ซึ่งก็คงได้รับบริจาคมาจากที่ไหนซักแห่ง ขณะที่หลายคนโดยเฉพาะหญิงสาวยังนิยมสวมชุดกระเหรี่ยงเป็นผ้าทอสีขาวยาวถึงกลางหน้าแข้ง ส่วนสตรีที่แต่งงานแล้วจะสวมเสื้อผ้าทอกระเหรี่ยง นุ่งผ้าถุงที่มีสีสันสดใส และโพกผ้าฝ้ายบาง ๆ ไว้บนศีรษะ ลูกปัดที่ร้อยรัดกันไปมาถือเป็นเครื่องประดับที่ได้รับความนิยมและเป็นของมีค่าสำหรับที่นั่น ให้ยืมใส่ได้นะแต่ต้องรีบนำมาคืน



บ้านแม่ต๊อบเหนือตั้งอยู่บนเนินเขา กลางป่าบนยอดเขาที่สูงขึ้นไปนั้นมีสำนักสงฆ์ตั้งอยู่ ความสูงชันทำให้หลายท่านถึงกับหอบเสียงดังลั่นป่า (ถ้าหูไม่ฝาดเหมือนจะได้ยินเสียงดังมาจากทางฝั่งที่พระมหาโอ๊ทยืนอยู่ หูช่างหาเรื่องจริง ๆ) สำนักสงฆ์ที่ว่านี้คือเพิงไม้หลังเล็ก ๆ บนแคร่ไม้ยกพื้นสูง หลังคาและฝาทั้งสองด้านมุงด้วยใบตองตึง แค่พอกันแดดกันฝน ได้บ้างไม่ได้บ้าง ส่วนฝาอีกสองด้านนั้นเปิดโล่ง กะด้วยสายตาก็รู้ว่าอายุการใช้งานคงไม่เกินสามปี หลังนี้คงหมดอายุไปนานแล้วกระมังถึงได้เอียงกระเท่เร่อย่างนั้น ตอนนี้ชาวบ้านได้ช่วยกันสร้างศาลาหลังใหม่ยกพื้นสูงประมาณ 1 เมตร หลังคามุงด้วยสังกะสีอย่างดี ฝาผนังและพื้นทำจากฟากไม้ไผ่ แม้จะดูดีกว่าเดิมมากแต่กระนั้นยามที่พระสงฆ์องค์ที่ดูภูมิฐานหน่อยอย่างพระมหาโอ๊ทเดินไปเดินมาก็ยังได้ยินเสียงไม้ร้องครวญครางดังเอี๊ยดอ๊าด



คุณอังคณา เจ้าของร้านก๊วยเตี๋ยวเลื่องชื่อแถวฝั่งธน ฯ ที่เดินทางมาด้วยกันได้ถวายพระพุทธรูปขนาดใหญ่ไว้ให้เป็นพระประธาน แม่เฒ่าและชาวบ้านต่างจ้องมองด้วยสายตาแห่งความภาคภูมิใจที่จะได้มีพระพุทธรูปที่งดงามดั่งทองทาไว้กราบไหว้บูชาเหมือนกับคนอื่นเขาเสียที มันเป็นความภูมิใจที่แฝงอยู่ในทุกรอยยิ้มและทุกสัมผัส แทนคำขอบคุณที่มีให้กับทางคณะ ฯ พอบ่ายคล้อยชาวบ้านทยอยกันขึ้นเขามาเพื่อนั่งฟังสวดในพิธีมอบพระพุทธรูปที่จัดขึ้นอย่างเรียบง่ายกลางป่าแห่งนี้ พร้อมกับขึ้นไปสรงน้ำให้ท่านบนศาลาด้วยความเคารพสูงสุด



เมื่อเสร็จพิธีมอบพระพุทธรูป ก๊วยเตี๋ยวก็พร้อมแล้ว ก๊วยเตี๋ยวหม้อนี้เป็นฝีมือของพระครึ่งหนึ่งโยมครึ่งหนึ่ง เห็นหลวงพี่ตือ จากกาญจนบุรีง่วนอยู่กับงานต้มน้ำซุปและคอยดูแลเตาไฟตั้งแต่มาถึง ส่วนคุณอังคณาก็ยุ่งอยู่กับการเตรียมเครื่องก๊วยเตี๋ยวจนแทบไม่มีเวลาได้หายใจหายคอกันเลยทีเดียว เมื่อโรงเรียนเลิก เด็ก ๆ วิ่งแข่งกันมาเพราะรู้ว่าวันนี้มีอาหารอันโอชะรอคอยพวกเขาอยู่ พรุ่งนี้คงได้มีเรื่องไปอวดเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน ก่อนลากลับ หลวงพี่ตือได้มอบแว่นตาและคณะสงฆ์ได้มอบของบริจาคบางส่วนให้กับชาวบ้าน พระอัครกิตติ์หรือหลวงพี่เชอร์รี่ที่เป็นท่านแม่ทัพใหญ่ของงานเดินแจกปฏิทินที่ทำเองกับมือ ทำแบบหามรุ่งหามค่ำ พร้อมกับสายสิญจน์ที่เตรียมมา



พอเสร็จงานปั๊บขันธมารก็เดินเข้ามาสะกิด เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าป่วยอยู่นี่นา หลงไปเต้นแร้งเต้นกาอยู่ได้เป็นนานสองนาน แถมค่ำนั้นยังต้องพาน้องสาว (ป๋อม) คุณวิทย์ คุณหนุ่ย (เพื่อนหลวงพี่เชอร์รี่จากคณะวิศว ฯ จุฬา ฯ) และพี่อังคณาไปตระเวนราตรีที่แม่สะเรียงจนถึงสองทุ่ม เป็นรายการทัวร์ที่ป๋อมขอร้องพี่เลยต้องจัดให้ไปโดยสดุดี พอกลับถึงที่พักก็เหมือนนกปีกหักพลัดตกจากรวงรัง ขันธมารหัวเราะเสียงดังสะใจไป...


 


วันที่ 2 - ในเช้าวันที่อากาศหนาว ป่าต้นตึงที่วัดจอมทองจึงพร้อมใจกันปลิดใบตองตึงที่แก่หง่อมฝากไว้ให้แม่ธรณีได้ดูแลต่อไป ใบตองตึงหรือใบพลองนั้นใหญ่ขนาด 4 -5 ฝ่ามือ คราเมื่อหล่นลงดินก็เปลี่ยนพื้นดินธรรมดา ๆ ให้กลายเป็นพรมธรรมชาติ ปูลาดไว้ต้อนรับแขกผู้มาเยือน เสียงฝีเท้าย่ำไปบนใบตองตึงนั้นดังแกรก ๆ หมาน้อยยังไม่ทันได้ลุกขึ้นชูคอ เจ้าของก็รู้ว่ามีคนเดินมา ชาวบ้านเดินหาใบตองตึงที่วัดจอมทองกันตั้งแต่เช้ามืดเพื่อนำไปทำตับตองตึงไว้กรุฝาบ้านหรือไม่ก็เอาไว้มุงหลังคา ว่ากันว่าช่วยทำให้บ้านอุ่นขึ้น ตับใบตองตึงยังเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนที่สร้างรายได้ให้กับคนที่นี่เป็นกอบเป็นกำ เห็นใบตองตึงเบา ๆ อย่างนั้นเถอะ ถ้าต้องหาบทีละสองตะกร้าใหญ่ ๆ ก็ทำให้หลังไหล่ล้าทีได้เดียว คนหัวแข็งหน่อยมักได้เปรียบ เพราะสามารถแขวนตะกร้าใบเขื่อง ๆ ไว้ที่หัวโดยโพกผ้าขาวม้าไว้ช่วยรับน้ำหนักอีกชั้น ส่วนมือก็เลือกตองใบสวย ๆ ใส่ตะกร้าเป็นระวิง



หลังจากเข้าไปกราบลาครูบาอินสม เจ้าอาวาสวัดจอมทองเพื่อขอศีลขอพร พร้อมทั้งถวายเครื่องสังฆทานและจตุปัจจัยแล้ว คณะ ฯ ก็ออกเดินทางต่อโดยจุดหมายปลายทางอยู่ที่กลางป่าอันไกลโพ้น ที่แม้แต่กูเกิ้ลเองก็ยังไม่รู้จัก


 


ดูท่าว่าหนทางคงจะลำบากอยู่ไม่น้อยเพราะถึงกับต้องนำรถกระบะขนกะหล่ำมาเป็นรถนำขบวน ความเก่าคร่ำคร่า ทั้งฝุ่นทั้งสนิมที่จับเขรอะทั่วคันทำให้เดาไม่ออกว่าใช้เครื่องยนต์กี่แรงม้า แต่ไม่ว่าจะทางราบหรือชันก็ยังสามารถวิ่งปุเลง ๆ ไปได้สบาย ๆ ไม่ต้องหยุดให้คนขับได้เช็ดเหงื่อเช็คเครื่องเหมือนคันอื่น ๆ ก็แล้วกัน ก็กัปตันท่านเป็นถึง ตชด.ที่ชำนาญเส้นทางเป็นอย่างดี หลับตาขับยังได้เลย รถนำขบวนลงจากโตแฮมาตั้งแต่ตี 5 สงสัยจะหลับตาขับกันลงมากันจริง ๆ !



รถนำขบวนพาคณะ ฯ วิ่งไปตามเส้นทางสายสบเมย-แม่สะเรียง ผ่านห้วยกองก๊าดและห้วยโผ๋ที่สองข้างทางดูจะอุดมสมบูรณ์เพราะเห็นทุ่งนาสีเขียวกำลังออกรวง กระทั่งเพลจึงแวะไปพักที่แม่สามแลบด่านชายแดนที่คึกคักริมแม่น้ำสาละวิน แม่น้ำของลูกผู้ชายตัวจริงที่ดูจะดุดันด้วยโขดหินสีคล้ำวางเกลื่อนกล่นอยู่ทั่วท้องน้ำ พอหน้าแล้งจึงเผยตัวขึ้นมาโชว์ลีลาอ่อนช้อยผิดแผกแตกต่าง ๆ กันไป



นึกไม่ถึงเลยว่าแม่สามแลบจะเจริญถึงขนาดนี้ ความเจริญให้ดูที่หลังคาบ้าน หลายบ้านมุงหลังคาด้วยสังกะสีแทนตับตองตึง ทั้งยังมีโซล่าร์เซลและเสาอากาศไว้ใช้แล้ว แม่สามแลบอยู่ติดกับภาพูนของประเทศที่คนท้องถิ่นเรียกกันว่า “พะแม่” แม่ค้าดีใจนักหนาที่มีพระหลายรูปแวะมาฉันเพลที่ร้าน ต่างพากันยกข้าวปลาอาหารมาถวาย พระฉันเสร็จแล้วยังให้พรเสียยาวเหยียด ชาวบ้านที่อยู่แถวนั้นพากันแอบเข้ามานั่งยอง ๆ อยู่นอกร้านเพื่อร่วมรับพรด้วย




เมื่อหนังท้องตึงหนังตาก็หย่อนเป็นธรรมดา หนำซ้ำยังถูกเขย่าเบา ๆ จนข้าวเหนียวเรียงเม็ดด้วยเส้นทางเขาที่เดี๋ยวขึ้น เดี๋ยวลง เลียบลำน้ำที่ดูเหมือนจะเล็กลงไปทุกที กระทั่งเข้าสู่เส้นทางออฟโร๊ดที่แม้ไม่รู้ความหมายแต่ก็แปลได้ว่าโขยกเขยกคด ๆ งอ ๆ คนที่หลับคอพับคออ่อนมานานก็ถึงกับตาค้างหลังจากถูกเหวี่ยงไปประเคนเข้าที่หัวของคนข้าง ๆ เสียงดังโป๊งเป๊ง ๆ โค้งที่เคยผ่านมานั้นเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เพราะมันคด ๆ งอ ๆ ยิ่งกว่างูเลื้อยและสูงชันจนคอตั้งบ่า เรียกว่าถ้าพลาดพลั้งลงไปก็เตรียมหาลู่ทางไปเกิดใหม่กันได้ทันที จากกอมูเดอ ก็มาถึง ชิวาเดอ แม่เคะ ศาลาเดอะบอ กระทั่งถึงห้วยแห้ง ข้างทางส่วนใหญ่เป็นเหวลึกหรือไม่ก็ป่ารกชัฏ ระยะทางแค่ 7 กิโลเมตรแต่ต้องใช้เวลาขับนานหลายชั่วโมง



ในช่วงที่เป็นป่าต้นน้ำนั้นเส้นทางเพิ่งตัดขึ้นมาใหม่ หน้าดินสีแดงอิฐเพิ่งถูกเปิดสด ๆ ร้อน ๆ เพื่อต้อนรับขบวนเสด็จ กว้างขนาดแค่พอรถวิ่งสวนกันได้ คราใดที่รถบรรทุก 6 ล้อวิ่งสวนมา ก็ต้องนั่งลุ้นกันตาตั้งเพราะไม่มีไหล่ทางที่พอจะหลบกันได้ จำต้องถอยร่นลงมาโดยทำมุม 30 องศาเพื่อตั้งหลักกันใหม่ Walkie Talkie ที่พระมหาโอ๊ทนำติดมาด้วยจึงมีประโยชน์มากทีเดียว เพราะรถนำขบวนใช้ส่งข่าวบอกลักษณะพื้นที่และรถที่วิ่งสวนมาให้รถคันอื่น ๆ ได้ทราบ ขับตามกันไปได้นะแต่อย่าริวิ่งเข้าไปใกล้คันหน้าเป็นอันขาดเพราะฝุ่นสีแดง ๆ ที่รถคันหน้าทิ้งไว้ให้นั้นร้ายกาจ ขนาดมองเหวข้างหน้าไม่เห็นเลยทีเดียว จำต้องวิ่งทิ้งระยะให้ฝุ่นจางไปเสียก่อน พี่ป๊อด เจ้าของโรงงานผู้สูงวัยที่อาสามาช่วยขับรถ วันนี้ถูกเปลี่ยนมานั่งด้านหลังรถกระบะที่บรรทุกข้าวของเพื่อไปแจกชาวบ้าน พี่ป๊อดนั่งดมฝุ่นดมควันไปตลอดทางจนหน้าตาหัวหูขาวโพลน พอลงมาพูดได้คำเดียวว่า “สมน้ำหน้า (ตัวเอง!)”



ขบวนมาถึงบ้านปู่คำเมื่อตะวันเลยหัวไปแล้ว สำนักสงฆ์บ้านปู่คำดูสงบและร่มเย็นท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพรของเมืองแม่ฮ่องสอน เนื่องจากตั้งอยู่ริมไหล่เขาทำให้มองเห็นวิวของทิวเขาที่สูงใหญ่และหุบเหวลึกที่เพิ่งวิ่งผ่านมาได้รอบด้าน เห็นแล้วก็ชวนให้ขาแข้งอ่อน อย่างนี้นี่เองที่เขาเรียกว่า คืบก็เขา...ศอกก็เขา




ของบริจาคที่รวบรวมใส่ลังใบใหญ่ถึง 3 ลังถูกส่งมาก่อนหน้านี้แล้ว เดี๋ยวพระอาจารย์เกรียงไกรจากสำนักสงฆ์บ้านปู่คำจะได้ช่วยกระจายของออกไป บ้านปู่คำถือเป็นหมู่บ้านใหญ่ ดูจากจำนวนเด็ก ๆ ที่มารับทุนการศึกษาที่พระอาจารย์อ๊อดจากสำนักสงฆ์เอราวัณ จังหวัดลพบุรี ร่วมกับหลวงพี่เชอร์รี่และพระมหาโอ๊ทนำไปแจกก็เห็นนั่งกันจนแน่นศาลาวัด ส่วนใหญ่แต่งกายด้วยชุดกระเหรี่ยงทำให้ดูน่ารัก แม้สีจะเปลี่ยนจากขาวกลายเป็นสีฝุ่นตุ่น ๆ ชนิดที่ว่า ผ้าขี้ริ้วของคนเมืองยังดูดีกว่านี้ หากแต่นี่คือชุดที่ดีที่สุดที่เด็ก ๆ จะเอาไว้ใส่ออกงานใหญ่ ๆ และไว้อวดแขกที่มาจากต่างบ้านต่างเมืองด้วยสายตาแห่งความภูมิใจ ส่วนคนเฒ่าคนแก่นิยมนุ่งห่มผ้าทอกระเหรี่ยงสีสันสดใส ยิ่งสีตัดกันยิ่งเป็นที่นิยม และยังคงใช้กล้องยาสูบและสูบยามวนใบตองกันอยู่



นอกจากคณะสงฆ์จะได้แจกทุนการศึกษาแล้วหลวงพ่อสุพลยังสอนให้เด็ก ๆ สวดมนต์ นั่งสมาธิ พร้อมทั้งเล่านิทานธรรมะและฝึกร้องเพลงที่เป็นเรื่องราวพุทธประวัติ หลวงพี่เชอร์รี่เตรียมปฏิทินทำมือมาแจกเหมือนเคย ปฏิทินเป็นรูปของครูบาอินสม เจ้าอาวาสวัดจอมทองที่เคลือบด้วยพลาสติกอย่างดี เมื่อใช้หมดปีแล้วยังสามารถนำรูปมากราบไหว้บูชาต่อได้อีกด้วย เด็ก ๆ พอได้รับปฏิทินก็นำมาอวดกัน





พ่อแม่ คนแก่คนเฒ่าต่างอุ้มลูกจูงหลานมารอกันที่โรงเรียนซึ่งอยู่ถัดจากศาลาวัดมาไม่ไกลนัก เพราะเป็นที่ที่ทำก๋วยเตี๋ยวเลี้ยงชาวบ้าน กะคร่าว ๆ คงมีอยู่เกือบ 300 คน



ก๋วยเตี๋ยวและขนมจีนถือเป็นอาหารมงคลที่ชาวเขาชื่นชอบนักหนา หนุ่มสาวกระเหรี่ยงหลายคนเข้ามาช่วยหั่นผักและลุยงานล้าง คุยกับชาวบ้านที่นี่เมื่อยมือหน่อยนะเพราะพูดภาษาไทยกลางไม่ได้เลย อีกทั้งยังอายคนเมืองที่เข้าไปหา ร้อนถึงคุณครูเด็กเล็กที่ต้องคอยมาช่วยแปลทางโน้นทีทางนี้ที




น่าแปลกตรงที่ แม้จะคุยกันไม่รู้เรื่องแต่กลับเข้าใจกันเป็นดิบดี เด็ก ๆ มาล้อมวงกินก๋วยเตี๋ยวอย่างเอร็ดอร่อย ซดน้ำก๋วยเตี๋ยวก่อนแล้วค่อยหยิบเส้นขึ้นมากิน ส่วนลูกชิ้น หมูแดงและปลาเส้นซึ่งถือเป็นของดีนั้นต้องเอาไว้กินทีหลัง ขณะที่ชาวบ้านพากันมานั่งยอง ๆ กินกับพื้นอยู่ที่ด้านนอกนั่นเอง เสร็จเรื่องก๋วยเตี๋ยวไปพร้อมกับการเสียเหงื่อไปคนละประมาณ 2 กะละมัง ตะวันคล้อยต่ำ ต้องรีบออกเดินทางกันต่อแล้ว ยังเหลือระยะทางอีกตั้ง 13 กิโลเมตรกว่าจะถึงโตแฮ ใจชื้นขึ้นมาหน่อยเมื่อหลวงพ่อสุพลบอกพวกเราว่าเส้นทางข้างหน้านั้นยากกว่าที่ผ่านมามากมายนัก ใจชื้นขึ้นไปอีกเมื่อรู้ว่าอาจจะไปมืดเอากลางทาง คราวนี้บทสวดมนต์ไม่รู้จักกี่บทต่อกี่บทถูกงัดขึ้นมาท่องกันแทบไม่ทัน!



 


ขบวนรถยังคงวิ่งไต่ระดับกันขึ้นมาเรื่อย ๆ ตามเส้นทางที่วกไปวนมาบนหน้าผาสูงชัน เพื่อมุ่งไปยังหมู่บ้านปู่คำน้อย บุญเลอน้อยและโตแฮอันเป็นจุดหมายปลายทางของการเดินทางในครั้งนี้ เครื่องยนต์ร้องครวญครางทุกครั้งที่คันเร่งถูกกระแทกกระทั้นนานจนเกินควร เสียงเครื่องยนต์ว่าดังแล้วแต่เสียงหัวใจเต้นดังกว่านั้นอีก โดยเฉพาะยามเมื่อหันไปเห็นหมู่บ้านปู่คำที่เพิ่งจากมายืนอยู่เดียวดายที่ก้นเหวลึก!


เส้นทางระหว่างหมู่บ้านปู่คำน้อยถึงบุญเลอน้อยนั้นเป็นช่วงเขาสูงชันแสนจะอันตราย ทางขึ้นเขายังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องยาวหลายกิโลและทางชัน ๆ นั้นมักมาพร้อมกับโค้งหักศอกเหมือนรายการซื้อหนึ่งแถมหนึ่งโดยไม่ต้องขอ ความชันอาจทำให้ข้าวของบางอย่างพลัดตกรถ ตกหนักที่รถคันที่วิ่งตามมาต้องคอยตามเก็บข้าวของเหล่านั้น การขับรถบนทางเขาไม่อาจทำเวลาได้อย่างที่คิดเพราะต้องจอดรอกันเป็นระยะไปตลอดเส้นทาง กว่าที่คันหลังจะตามมาทันพระผู้ใหญ่จึงถือโอกาสนี้ลงมายืดเส้นยืดสาย ขณะที่คณะของญาติโยมถามหายาดมกันให้ควั่ก สายลมยามเย็นพัดยอดไม้ไหว ๆ อยู่สองข้างทางราวกับนาฏลีลาที่เจ้าป่าเจ้าเขาสรรหามาไว้ต้อนรับคณะผู้มาเยือน ทุกคนดูจะใช้สมองกันอย่างหนักกับเส้นทางตรงหน้า หนักกว่าคนที่ขับเสียอีก จนมิทันเห็นความงดงามริมทางเหล่านั้น แล้วท่ามกลางหมอกควันจาง ๆ บนยอดเขาก็ปรากฏภาพบ้านหลังน้อย ขอกระพริบตาอีกครั้งว่าสายตาไม่ได้หลอกเจ้าของ เมื่อเห็นบ้านเพิ่มขึ้นมาหลายหลัง คราวนี้คิ้วที่เคยตีกันยุ่งก็เริ่มคลายออกพร้อมกับเสียงถอนหายใจดัง ๆ ของหลายคน


หมู่บ้านโตแฮตั้งอยู่บนยอดเขา ดูไปคล้ายกับเกาะเล็ก ๆ ที่ถูกทิ้งให้อยู่โดดเดี่ยวท่ามกลางทะเลภูเขาที่กว้างใหญ่ไพศาลมาเนิ่นนาน มียอดไม้ใหญ่เป็นม่านบังตาเพื่อปกปิดตัวเองจากแสงสีและอารยธรรมของโลกภายนอก ทะเลหมอกยามเช้าที่อยู่รายรอบทำให้โตแฮดูคล้ายกับสวรรค์น้อย ๆ เป็นภาพฝันที่ไม่คิดว่าจะมีอยู่จริง โตแฮจึงบริสุทธิ์ทั้งธรรมชาติและผู้คน คนเมืองที่เข้าถึงพื้นที่นี้ได้เห็นจะมีแต่ตำรวจตระเวนชายแดนเท่านั้น ตชด.ประจำอยู่ศูนย์การเรียนรู้ ตชด. บ้านโตแฮ ซึ่งอีกนัยหนึ่งคือกองบัญชาการใหญ่ที่ตั้งอยู่ ณ จุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนได้รอบด้าน ตรงทางเข้าหมู่บ้านจึงเห็นลานจอดเฮลิคอปเตอร์ อาจจะดูแปลกตาไปจากหมู่บ้านชาวเขาอื่น ๆ ปัจจุบันถูกปรับที่สำหรับสร้างสำนักสงฆ์ของหมู่บ้าน ด้วยความหวังว่าวันดีคืนดีอาจจะมีพระธุดงค์ผ่านมา ก็จะได้ใช้พักอาศัยหรือถ้าโชคดีบ้านโตแฮอาจจะมีพระมาจำวัดอยู่ที่นี่เป็นการถาวร ด้วยความที่อยู่ไกลและถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิงทำให้พวกเขาไม่กล้าที่จะตั้งความหวังจนสูงเกินไป



เด็ก ๆ รักครูตชด. ของพวกเขานักหนา เพราะครูนอกจากจะให้ความรู้แล้วยังคอยให้ความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ครูยังเป็นสะพานเชื่อมโตแฮ เมืองที่ใหญ่ที่สุดในป่าแถบนี้ กับ “เมืองที่พื้นราบ” ที่พวกเขาไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนเลยในชีวิต ลูกศิษย์ของครูแสนจะน่ารัก ไม่ว่าตัวเล็กตัวน้อยเป็นรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน เดินผ่านใครก็ยกมือไหว้ทักทายแขกผู้มาเยือนจนชื่นใจไปตาม ๆ กัน เห็นตัวเล็ก ๆ อย่างนั้นเถอะ แบกโต๊ะ แบกเก้าอี้เดินกันตัวปลิว ข่าวการมาเยือนของคณะสงฆ์กลายเป็นข่าวใหญ่ดังลั่นป่า ดังขนาดทำให้เด็ก ๆ มายืนเกาะกลุ่มรออยู่ก่อนแล้วที่ศูนย์ ฯ (ศกร.ตชด.บ้านโตแฮ) ตั้งแต่ช่วงบ่าย สายตาใสซื่อบริสุทธิ์มิอาจซ่อนเร้นความประหม่าและความตื่นเต้นที่ได้มาเห็นคณะพระสงฆ์และคนเมืองมากมายขนาดนั้นไว้ได้ พระสงฆ์ยังดูไม่ค่อยแปลกเท่ากับคนเมือง โดยเฉพาะผู้หญิงที่พากันไว้ผมสั้น ทำให้ดูเหมือนกับผู้ชาย หนำซ้ำบางคนก็ดูไม่ออกว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่ (ต้องเป็นป๋อมแน่ ๆ เลย!) เห็นคนเมืองแล้วยังได้ชมรถคันโก้อีกด้วย อยากรู้นักหนาว่าข้าวของที่บรรทุกมาจนเต็ม 3 คันรถนั้นจะมีอะไรบ้าง จะมีใครเห็นไหมหนอว่าตามสุมทุมพุ่มไม้หรือม้านั่งที่อยู่รอบนอกออกไปยังมีเด็กน้อยยืนแอบมองอยู่ ได้ดูคนนั้นทีคนนี้ทีก็สนุกแล้ว แค่รอยยิ้มเล็ก ๆ ของคนเมืองที่แม้ไม่ได้ตั้งใจมอบให้ก็ทำให้หัวใจน้อย ๆ พองโตคับอก



ที่โรงครัวถัดออกไปไม่ไกลนัก ครูต้มน้ำใส่หม้อใบใหญ่รอไว้ เครื่องก๋วยเตี๋ยวถูกรื้อออกมาจากลังน้ำแข็งที่เกรอะกรังไปด้วยฝุ่นสีแดงหนาเตอะ ทุกคนต่างเร่งมือเพื่อให้การเตรียมเครื่องก๋วยเตี๋ยวเสร็จก่อนมืดเพราะที่นี่ยังไม่มีไฟฟ้าไว้ใช้ ดีหน่อยที่มีเด็ก ๆ กับครูผู้หญิงเข้ามาช่วยหั่นลูกชิ้นและกะหล่ำปลี





ขณะที่กำลังง่วนอยู่กับงานครัว สายตาเจ้ากรรมก็หันไปเห็นภาพที่ทำให้ต้องใจหายเมื่อเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง คงเริ่มจะเป็นสาวกับเขาแล้วนุ่งกางเกงที่ก้นนั้นขาดเป็นรูใหญ่ ถ้าให้เดาก็คงเป็นของบริจาคที่กลายเป็นสมบัติตกทอดต่อ ๆ กันมาอีกที อาจจะเป็นจากหมู่บ้านหนึ่งสู่หมู่บ้านหนึ่ง หรือจากรุ่นสู่รุ่น นี่ถ้าเข็มด้ายอยู่ใกล้มือซะหน่อยก็จะขอมาเย็บให้เองแล้ว



 


คณะของพระสงฆ์หายเงียบไป พระท่านพร้อมกับกรรมการหมู่บ้านและครู ตชด. พากันเดินไปสำรวจพื้นที่ที่จะสร้างที่พักสงฆ์ที่อยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้าน พระมหาโอ๊ทได้เขียนเล่าถึงตอนนี้ไว้ในเว็บไซด์สายลมแห่งปัญญา http://dhamweb.exteen.com/20090302/entry ของท่านว่า


“การก่อสร้างที่พักสำหรับพระธุดงค์ยังขาดงบประมาณส่วนหนึ่งสำหรับสังกะสีมุงหลังคา และสุขภัณฑ์ คิดเป็นงบประมาณ ๑๕,๐๐๐.- บาท หลังจากวิเคราะห์โครงการตามหลักการลงทุนแล้ว อานิสงส์จากการถวายวิหารทานนั้นมากมายมหาศาล ยิ่งถวายแก่สงฆ์คือไม่เจาะจงลงแก่พระรูปหนึ่งรูปใด แต่ถวายไว้ในพระพุทธศาสนา เพื่อพระที่มาจากทิศทั้ง ๔ ผ่านไปมา ได้มีที่พักปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง ได้เป็นเครื่องหมายยืนยันความเป็นชาวพุทธ ให้ชาวบ้านได้มีเครื่องยึดเหนี่ยวอย่างหนึ่ง ลงทุนแค่ไม่กี่มากน้อยเท่านี้ เงิน ๑๕,๐๐๐ เลี้ยงดูอัตตภาพ และกิเลสได้ไม่เท่าไร บางคนกินเหล้ามื้อเดียวก็หมดแล้ว สู้นำมาสร้างบุญที่จะติดตัวไปได้ทุกภพทุกชาติดีกว่า สรุปว่าโครงการนี้ได้รับการอนุมัติทั้งหลักการ เหตุผล และงบประมาณ ภายในเวลา ๕ นาที ณ ห้องประชุมธรรมชาติบนยอดดอยนั้นเอง”



เมื่อพระสงฆ์เดินกลับกันมา น้ำก๋วยเตี๋ยวก็เดือดพล่านและพร้อมเสิร์ฟ เด็ก ๆ วิ่งไปหยิบจานหยิบช้อนมาจากบ้านพร้อมกับร้องเรียกพ่อแม่พี่น้องให้มากินก๋วยเตี๋ยวที่โรงเรียน มาถึงแล้วก็ยืนต่อแถวรอก๋วยเตี๋ยวอย่างใจจดใจจ่อ สายตาแห่งการรอคอยที่ดูเหมือนจะยาวนานทำให้ก๋วยเตี๋ยวธรรมดา ๆ กลายเป็นอาหารล้ำค่าของเด็กน้อย เด็กบางคนไม่เคยกินก๋วยเตี๋ยวเลยด้วยซ้ำไป รับเครื่องก๋วยเตี๋ยวแล้วก็รีบจ้ำอ้าวไปนั่งกินกับเพื่อน ๆ ต้องวิ่งไปจูงมือน้อย ๆ นั้นไปที่หม้อน้ำซุป เครื่องปรุงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ต้องหมั่นคอยดูเพราะน้ำปลาและน้ำส้มจะหมดลงอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย น้ำปลา เกลือ อาหารทะเลล้วนเป็นของมีค่าของชาวเขา เด็กน้อยไม่รู้ว่าควรใส่อะไรแค่ไหนเลยประเคนพริกป่นซะหลายช้อน เห็นพี่ๆ เขาทำเลยทำตามบ้าง พอมานั่งกินแล้วถึงกับเหงื่อกาฬแตกเป็นน้ำ เผ็ดก็เผ็ด อร่อยก็อร่อย แต่ให้เผ็ดแค่ไหนก็ไม่มีร้องแร่แห่กระเฌอให้อายใคร นั่งกินมันทั้งเผ็ด ๆ นั่นหล่ะ ป๋อมเห็นเข้าเลยบอกให้ไปใส่น้ำซุปเพิ่ม จะได้ไม่เผ็ดมากนัก นั่นแหละถึงกล้าเดินมาขอน้ำซุปเพิ่ม



เด็กเริ่มทยอยกันมารับก๋วยเตี๋ยวแล้วพากันไปนั่งกินบนลานดินทั้งมืด ๆ ก็ใครบอกว่ามืดกันเล่า ฟ้าคืนนี้พร่างไปด้วยดวงดาวใหญ่น้อยที่แข่งกันอวดแสงระยิบระยับเต็มฟากฟ้า โรแมนติคกว่าภัตตาคารลอยฟ้าของคนกรุงเสียอีก กินไปกินมารู้สึกว่าเส้นก๋วยเตี๋ยวนี้ตักยากจัง ต้องใช้มือหยิบใส่ช้อนเสียก่อนแล้วค่อยเอาเข้าปาก เพราะครูสอนว่าต้องใช้ช้อนเพื่อสุขอนามัยที่ดี ที่มันแปลว่าอะไรก็ไม่รู้ จานที่หนึ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วก็มาถึงจานที่สองและสาม กระทั่งต้องยกหม้อเทกันเลยทีเดียว




จบจากเรื่องก๋วยเตี๋ยวก็มาถึงเรื่องบันเทิงกันบ้าง อย่าลืมว่ามากับพระ ดังนั้นงานบันเทิงที่ว่าเลยกลายเป็นงานบันเทิงบุญไป โดยได้มีพิธีมอบทุนสมทบสร้างที่พักสงฆ์ ทุนการศึกษาและสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ พระมหาโอ๊ทเล่าที่เว็บไซด์ของท่านว่า “ยังมีพระพุทธรูปหน้าตัก 9 นิ้ว อีก 2 องค์ เครื่องขยายเสียง เครื่องเล่นวีซีดีพร้อมแผ่นการ์ตูนธรรมะ ส่วนพิธีมอบนั้นจัดกันง่าย ๆ ที่โรงเรียน ภายใต้แสงสลัว ๆ ของหลอดตะเกียบพลังไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ที่มีอยู่เฉพาะที่โรงเรียนเท่านั้น ส่วนของทุนสร้างที่พักพระธุดงค์นั้นที่บอกมา ๑๕,๐๐๐ นั้น เอาเข้าจริง ๆ คนโน้นนิด องค์นี้หน่อย ทั้งพระทั้งโยม รวมได้เพิ่มมากถึง ๒๕,๕๐๐.- บาท”



ในพิธีมีทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ทั้งพระรวมแล้วก็ห้าสิบหกสิบคน ไฟสว่างเลยทำให้เห็นเด็ก ๆ เต็มตา เสื้อแสงที่ใส่นั้นเลยเก่ามานานแล้วกระทั่งไม่รู้ว่าจะเรียกอะไรดี แต่ความน่ารักของลายเสื้อและรูปแบบที่เก๋ไก๋ มันเลยถูกยกระดับให้กลายเป็นเสื้อตัวเก่งไป เห็นแล้วต้องขอบคุณเพื่อน ๆ เพียวเสดแทนเด็กๆ ที่นี่ที่ได้นำสิ่งของต่าง ๆ มาบริจาค เสื้อผ้าและของบริจาคทุกชิ้นมีค่าสำหรับคนที่นี่เหลือเกิน




เด็ก ๆ ร้องเพลงโรงเรียนของเราน่าอยู่ด้วยน้ำเสียงที่ยังไม่ชัดนัก แต่ความเพราะอยู่ที่ความตั้งใจที่จะอวดแขกที่มา ก็เสียงร้องนั้นดังน้อยเสียเมื่อไหร่ อาจจะแทนคำขอบคุณที่ฝากไปถึงท่านทั้งหลายที่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือแม้ไม่ได้มาเห็นกันก็ตาม เพลงที่สะกดลมหายใจของทุกคนคือเพลงโรงเรียนตชด. ที่ขึ้นต้นด้วยข้อความสะเทือนใจว่า... เราคือคนไทยมิใช่คนป่า


 


เพลงโรงเรียนตชด.


เราคือคนไทย มิใช่คนป่า   เราดูด้อยค่า เพราะไม่ได้เล่าเรียน    เหมือนคนหลงทาง ในยาม คืนค่ำ จิตใจ ชื่นฉ่ำ เมื่อได้เห็น แสงเทียน  สมเด็จย่า ทรงให้แสง แห่งความรู้   ทรงอุปถัมภ์ ค้ำชู เหมือนอรุณฉาย โรงเรียน ตชด. เพาะบ่มเด็กไทย             ก่อเกิด ประกาย สว่างกว่า แสงเทียน   เมื่อพระ เสด็จ ฯ สู่ยังชั้นฟ้า    เราหลั่ง น้ำตา ด้วยแสนอาลัย โอ้ ต่อแต่นี้ จะเป็น ฉันใด   หวั่นหวาด ดวงใจ เหมือนลมพัด ดับเทียน     สมเด็จพระเทพรัตน ฯ ทรงสืบสาน  ทรงบันดาลโครงการ เกิดคุณหลากหลาย ความหวัง ฉายดัง อาทิตย์อุทัย...



แม้เมื่อกลับมาแล้ว แต่คำพูดที่ว่า เราคือคนไทยมิใช่คนป่าที่โตแฮยังคงดังก้องอยู่ในใจเสมอ...




วันที่ 3 - วันนี้โตแฮตื่นเช้ากว่าทุกวัน หลายบ้านพร้อมใจกันลุกขึ้นมาเตรียมข้าวปลาอาหารเพื่อถวายพระด้วยความดีใจ ก็นาน ๆ ทีจะมีพระสงฆ์เข้ามาถึงหมู่บ้าน นานนักหนาที่ต้องอยู่กับความกลัวเพราะที่นี่เคยเป็นป่าช้าเก่า เขาว่ากันว่าที่ป่าช้านั้นแรงนักหนา วันดีคืนดีแม่เฒ่าก็มาถูกไฟครอกตายแล้วไหนจะลูกสาวที่เกิดมีอาการคล้ายผีเข้าผีออก จู่ ๆ ก็ลุกขึ้นมาบีบคอผัว วันนี้เหมือนพระมาโปรดแท้ ๆ จะได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้กับดวงวิญญาณทั้งหลาย ขอจงอย่าได้มารบกวนกันเลย



อาหารบ้านป่านั้นคงไม่หรูหราเหมือนก๋วยเตี๋ยวที่คนเมืองมาทำให้กินเมื่อคืน หากแต่มันรวมเอาสิ่งที่ดีที่สุดที่จะสรรหามาได้จากป่าบนยอดดอย แล้วคนเมืองเขาจะกินกันเป็นไหมหนอ ตามธรรมเนียมของชาวกระเหรี่ยงแล้วงานสำคัญจะต้องล้มหมูมาเลี้ยงต้อนรับแขกผู้มาเยือน แต่นี่หลวงพ่อสุพล อดีต ตชด. เก่า ท่านห้ามไว้



มือที่หยาบกร้านเพราะผ่านการกรำงานหนักมาหลายสิบปี บรรจงประคองชามสังกะสีที่ใส่แกงพื้นเมืองมาด้วยความระมัดระวัง ราวกับเป็นของมีค่าที่สุดในชีวิต แม้รูปลักษณ์ของแกงพื้นเมืองจะดูน่ากลัวด้วยน้ำแกงสีดำ ๆ กับผักพื้นเมืองหน้าตาประหลาด หากแต่คุณค่าและความบริสุทธิ์ที่ซ่อนอยู่ภายในเมื่อคลุกเคล้าไปกับข้าวดอยกลับทำให้อาหารของเช้าวันนี้เป็นมื้อที่น่าจดจำ



ในระหว่างที่พระกำลังฉันเช้าอยู่ที่ ศกร.บ้านโตแฮ ขอถือโอกาสเตร็ดเตร่ไปทำความรู้จักกับโตแฮให้มากขึ้น



แต่บางครั้งคนเราก็มิอาจทำอะไรได้อย่างใจคิด เพราะเมื่อเห็นทะเลหมอกยามเช้า ใจที่เคยสงบนิ่งมานานก็กลับหวั่นไหวขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล ทะเลหมอกได้เข้ามาขุดคุ้ยความทรงจำเก่า ๆ ให้กลับมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง ถึงเมื่อครั้งที่ยังพอมีเวลานอนอ่านเพชรพระอุมา ที่วิกิพีเดียยกให้เป็นนวนิยายแนวผจญภัยที่ยาวที่สุดในโลก จำได้ว่านั่งอ่านนอนอ่านทั้งวันทั้งคืนแทบจะกินตัวหนังสือแทนข้าว กระทั่งสามารถพิชิตทั้ง 48 ตอนได้ภายในเวลา 7 วัน (ขณะที่พนมเทียนต้องใช้เวลาเขียนนานถึง 25 ปี) เพชรพระอุมาเป็นเรื่องราวการผจญภัยในดินแดนลึกลับที่เต็มไปด้วยอาถรรพณ์และเรื่องราวแปลกประหลาดต่าง ๆ ในป่าดงดิบไล่มาตั้งแต่เพชรบุรี กาญจนบุรีจนถึงแม่ฮ่องสอนและรัฐกระเหรี่ยง เพชรพระอุมากลายเป็นฝันเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นกลางใจ ไม่น่าเชื่อว่าฝันนั้นยังไม่ตาย หากแต่กลับกลายเป็นแรงผลักดันให้หันมาทำงานเกี่ยวกับป่าเขาและธรรมชาติ ที่เหลือเชื่อยิ่งไปกว่านั้นคืออีกสิบกว่าปีต่อมา โชคชะตาก็เล่นตลกโดยให้ต้องมาเยือนถิ่นที่ครั้งหนึ่งเคยหลงใหลใฝ่ฝันอย่างไม่ตั้งใจ วันนี้เมื่อได้กลับมาเจอกับ “รักแรก” อีกครั้งเลยทำให้เห็นทะเลหมอกที่โตแฮสวยงามกว่าใคร ๆ



พระสงฆ์เดินออกมากันแล้ว เก็บฝันหวานใส่กระเป๋าแล้วหวนคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริง จากโตแฮยังต้องลงเขาไปเลี้ยงอาหารอีก 2 หมู่บ้าน ขณะที่ทีมงานบางส่วนจำต้องแยกตัวกลับไปก่อน วันนี้พระสงฆ์จึงต้องเข้ามาช่วยงานครัว และพระเอกในตอนจบของเรื่องกลายเป็นรถกระบะ เพราะทั้งพระ ทั้งฆราวาส ทั้งชาวบ้านถูกเปลี่ยนมานั่งรวมกันอยู่ที่กระบะหลังนั่นเอง แม้เส้นทางจะไม่น่ากลัวเหมือนดังเช่นขามา แต่ก็ต้องนั่งหัวสั่นหัวคลอนไปตลอดทาง เหมือนฮาร์ดดิสที่กำลังโดนฟอร์แมท พอถึงบ้านบุญเลอน้อยหัวสมองก็โปร่งโล่งสบายอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน!



บ้านบุญเลอน้อยช่างสมกับเป็นหมู่บ้านบนทางผ่าน เพราะผู้คนได้แต่ผ่านไปผ่านมา การมาเยือนของคณะ ฯ ทำให้บ้านบุญเลอน้อยมีโอกาสสัมผัสกับคนเมืองเป็นครั้งแรก บ้านบุญเลอน้อยนั้นเหมือนต้นไม้ใหญ่กลางทะเลทราย แม้ไม่สดใสเหมือนโตแฮแต่ก็ยังยืนอยู่ได้อย่างสง่าผ่าเผย เด็กน้อยมายืนแอบมองคนเมืองตามรูต่าง ๆ บนบ้านร้างด้วยความตื่นกลัว สุขอนามัยดูจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับที่นี่ เด็กหลายคนเป็นโรคผิวหนัง ได้แต่อาศัยยาสีม่วงแก้ขัดไปก่อน เด็กอ่อนบางคนโดนแต้มยาสีม่วง ๆ ไปทั้งหน้าตาหัวหูเพราะผิวหนังที่พุพองทั่วตัว




ที่นี่เด็ก ๆ นิยมใส่รองเท้าหนัง ไม่ว่าเด็กเล็กเด็กโตต่างพากันใส่รองเท้าหนังแท้ที่พ่อแม่ให้มา รองเท้าและเสื้อผ้าที่ได้รับบริจาคมานั้นดูจะมีประโยชน์กับคนที่นี่อย่างแท้จริง บนเนินดินไม่ไกลจากลานประกอบอาหารเห็นมีคนชายขอบตัวเล็ก ๆ นั่งอยู่กับพื้นดินอย่างเงียบ ๆ เพราะขาที่ไม่สมประกอบทำให้มิอาจเดินไปไหนมาไหนได้เหมือนเพื่อนคนอื่นเขา และขาก็มีความสำคัญในการดำรงชีวิตบนเขาสูงชันมากกว่าอะไรทั้งหมด แล้วชีวิตน้อย ๆ นี้จะอยู่อย่างไรหนอ สายตาว่างเปล่านั้นไม่มีคำตอบ เธอคงยังเด็กเกินกว่าจะรับรู้ความโหดร้ายที่โลกใบนี้กำลังจะมอบให้


ขันพลาสติกช่วยอธิบาย “ความขาด” ของที่นี่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ชาวบ้านนิยมใช้ขันพลาสติกแทนชาม แต่ละใบล้วนผ่านสมรภูมิรบกันมาอย่างหนัก บางอันถึงกับพิกลพิการเพราะความร้อน ทิ้งคราบดำและรอยไหม้ให้ดูต่างหน้า บ้างที่ก้นก็แตกเป็นรู ก่อนเทเครื่องก๋วยเตี๋ยวต้องช่วยส่องดูชามใบน้อยอีกครั้ง แต่มันคือชามกินข้าวที่ดีที่สุดที่พอจะหาได้ แม้จะรู้ว่าพลาสติกเมื่อเจอกับความร้อนนั้นอันตรายอย่าบอกใคร ในเมื่อไม่มีทางอื่นก็ต้องอนุโลมกันไปตามนั้น เพราะความขาดตัวเดียว และถึงแม้จะต้องกินก๋วยเตี๋ยวในขันพลาสติกแต่มันก็ยังเป็นอาหารวิเศษสำหรับพวกเด็ก ๆ และคนที่นั่นอยู่ดี


น้ำปลาถูกเติมเป็นรอบที่สองและรอบที่สามกว่าจะถึงก๋วยเตี๋ยวชามสุดท้าย เกลือ 1 กระสอบที่พระอัครกิตติ์ทิ้งไว้ให้ตั้งแต่เมื่อวานคงกำลังเป็นที่ต้องการของที่นี่ ก่อนลากลับ หลวงพี่ตือเดินแจกสายสิญจน์ที่นอกจากจะไว้คุ้มภัยแล้วยังไว้เป็นกำลังใจให้กับวันหนัก ๆ ที่จะผ่านเข้ามา พระ สายสิญจน์ ปฏิทิน อาหาร ชาม น้ำปลา เกลือ ยา ล้วนแล้วแต่มีค่าสำหรับคนบนทางผ่านมากกว่าที่คิด แล้วคณะ ฯ ก็จากมาพร้อมกับทิ้งรอยยิ้มเหงา ๆ ไว้ที่นั่น



หมู่บ้านปู่คำน้อยถือเป็นที่สุดท้ายของการเดินทางในครั้งนี้ หมู่บ้านปู่คำน้อยดูจะคึกคักกว่าบ้านบุญเลอน้อย ที่น่าสนใจคือยังเห็นมีคนหนุ่มสาวอาศัยอยู่ในหมู่บ้านทำให้ดูมีชีวิตชีวา ขอให้เป็นอย่างนี้ตลอดไปเถอะนะ พอเห็นคณะพระสงฆ์เดินทางมา ชาวบ้านก็รีบวิ่งเข้ามาช่วยก่อไฟต้มน้ำโดยเปลี่ยนลานหญ้าที่โรงเรียนเป็นลานครัวเอนกประสงค์ ทั้งต้มน้ำ ประกอบอาหาร และเป็นที่ฉันเพลเสร็จสรรพ พระทำครัวได้เก่งไม่แพ้ฆราวาสเลยทีเดียว และที่ไม่น้อยหน้าอย่างยิ่งคือพระมหาโอ๊ทถึงกับงัดมีดสวิสออกมาหั่นลูกชิ้นโชว์ฝีมือชาวกรุงเก่า ขณะที่หลวงพ่อสมเดชจากวัดถ้ำหมีนอน จ.ระยองและพระอาจารย์อ๊อดจากลพบุรีก็บรรเลงงานครัวมือเป็นระวิง วันนี้ครูติดธุระต้องเข้าไปในเมือง โรงเรียนเลยปิด 1 วัน โรงเรียนปิดทำให้มีเด็ก ๆ มาช่วยงานครัวได้เต็มที่ ทันทีที่ก๋วยเตี๋ยวเสร็จลงชาวบ้านที่นั่งอยู่รายรอบก็พากันมารับก๋วยเตี๋ยวด้วยความตื่นเต้น นี่คงเป็นครั้งแรกที่จะได้ชิมฝีมือพระ กินเสร็จแล้วต่างคนต่างก็รีบกลับบ้านตนเพื่อไปเอาพริกกระเหรี่ยงที่กำลังได้ราคาดีมามอบให้ คนรับก็ดีใจ คนให้ก็หน้าบาน จากบ้านที่ 1 บ้านที่ 2 ถึงบ้านที่ 10 บ้านที่ 15 กลายเป็นว่าชาวบ้านหลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศเพื่อนำพริกกระเหรี่ยงมาให้ รีบคว้าตะหลิว หม้อและทัพพีแล้วหนีขึ้นรถดีกว่า กลับกันเถอะ เพราะขืนช้ากว่านี้ พริกคงหมดหมู่บ้านเป็นแน่


ห้าวันที่แม่สะเรียงนับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดอีกช่วงหนึ่งของชีวิต กราบขอบพระคุณพระอัครกิตติ์ ธมฺมสโรที่มอบโอกาสในการเรียนรู้เรื่องราวใหม่ ๆ ภารกิจเสร็จสิ้นลงแล้วพร้อมกับความทรงจำอันแสนงดงามที่พร้อมจะเติบโตต่อไป...



 

ก่อนเข้าพรรษาได้ขึ้นไปที่โตแฮ

ก่อนเข้าพรรษาได้ขึ้นไปที่โตแฮ หลวงพี่เอไปอยู่จำพรรษาที่นั่น วัดเสร็จแล้ว ไม่ได้อยู่บนลานจอด ฮ. แต่ย้ายลงมาสร้างที่ริมทางก่อนเข้าหมู่บ้าน นัยว่าสะดวกเรื่องแหล่งน้ำมากกว่า

หลวงพี่เอไปอยู่นั่น บิณฑบาตไม่ค่อยพอฉัน เพราะชาวบ้านเองยังอด ข้าวไม่ค่อยดี หนูเยอะ แย่งกินข้าวหมด  ชาวบ้านต้องเดินนำพืชผักในป่า ไปแลกข้าวจากศูนย์อพยพไม่ใกล้ไม่ไกล ไปกลับเกือบหมดวัน

นำกุนเชียงไปถวายหลวงพี่เอ ดูท่านจะดีใจน่าดู เพราะจะได้มีไว้ทอดให้บรรดาลูกศิษย์ตัวเล็กๆ ที่มาทานข้าวที่วัดทุกวัน

ไว้มีโอกาสไปกันไหม ?

สาธุค่ะ

สาธุค่ะ

เนื้อหา ok

เนื้อหา ok ภาพเยอะเลย

ถ้าภาพสวยก่านี้จะน่าดูมากๆๆๆ

ขอน้อมรับด้วยคำขอบคุณ หากแต่เ

ขอน้อมรับด้วยคำขอบคุณ

หากแต่เพียงทุกภาพที่เลือกมานั้น ล้วนเต็มไปด้วยความทรงจำมากมาย และยังคงงดงามอยู่ในใจของผู้เขียนเสมอ

มนตรา

             

              (เพชรกับดิน)

อะไรหนอ         คือคุณค่า     ของมนุษย์

เพชรบริสุทธิ์     หรือดินผุด    ตามเล่าขาน

ดินปลูกผัก        เพชรใส่คอ    เดินตามงาน

แต่อวสาน          ของเพชร     คนแย่งชิง

สิ่งดีๆ                ของดิน         นั้นมีอยู่

ใครไม่รู้             ก็ไม่สน         เดินผ่านเฉย

ผมต้องขอ          ชมไว้          ตามสะเบย

ปูชะเนย         ท่านมนตรา      ที่แวะดู ฯ

                                      16 กุมภาพันธ์ 2555

                             

                                                       น้อมดิน


โดยอาจารย์มนตรา เลี่ยวเส็ง เพื่อเรียนตอบวาทะธรรมของพระมหาคำเหมือน อติวิชัย พระนิสิตจากมจร. ด้วยความนอบน้อมและขอบคุณ


 


หอมดินหอม น้อมนอบดิน ถิ่นกำเนิด             คุณล้นเลิศ เกิดกายก่อ หน่อเนื้อหนุน


ให้ยันยง คงเผ่าพันธุ์ อันพร้อมพูน                   คอยค้ำจุน ดุลสมสรรพ นับนิรันดร์


                                                                   


ฉันคือดิน สิ้นคมแข่ง แสงแห่งเพชร              ด้วยเห็นเหตุ เพศภัยหลาก หากใฝ่ฝัน


เธอก็ดิน ถิ่นแดนดอย คอยผูกพัน                   ดินเหมือนกัน ชั้นชนชิน สิ้นความหมาย...


 


                                                                             18 กุมภาพันธ์ 2555

Post new comment

The content of this field is kept private and will not be shown publicly.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Allowed HTML tags: <a> <em> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd><img><p><br>
  • Lines and paragraphs break automatically.

More information about formatting options