ป่าหอม

Printer-friendly version

 ป่าหอม


มนตรา เลี่ยวเส็ง 



ป่าที่อีสานสมัยที่ยายเป็นเด็กนั้นช่างอุดมสมบูรณ์เพราะเต็มไปด้วยไม้ป่านานาพรรณ ป่าไม้นอกจากจะเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญแล้ว ยังช่วยบำบัดอาการเหนื่อยล้าจากการเข้าป่า เป็นอโรมา เธอร์ราปี้ที่ได้มาฟรี ๆ จากธรรมชาติ ก็ดอกไม้ป่านั้นส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลอยู่ตลอดทั้งปี เดินหาของป่ามาเหนื่อย ๆ พอได้กลิ่นดอกไม้ป่าก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าทำให้ยายนึกถึงบ้านอีพออีแม่ทุกครั้ง บ่ลืมเลือน


หน้าหนาวเป็นช่วงเวลาสำคัญ เพราะดอกกะย้อม (ดอกพยอม) และดอกฮัง (ดอกเต็งรัง) กำลังบาน ดอกกะยอมนั้นสีขาว ส่วนดอกฮังมีสีเหลืองอ่อนกรุ่นกลิ่นหอมไปทั่วป่า ดอกกะย้อมและดอกฮังเป็นต้นไม่ใหญ่อายุอานามร่วมร้อยปี ดอกกะย้อมมีความสำคัญในช่วงงานบุญผะเหวด (เทศน์มหาชาติพระเวสสันดร 13 กัณฑ์) นักหนา นำมาเอ้ (ประดับ) ตามธรรมมาสและที่ชายคาหัวแจก (ศาลาวัด) ร่วมกับข้าวตอกดอกไม้ที่ร้อยไว้อย่างงดงาม ทำให้ธรรมมาสดูราวกับจะบินได้ ส่วนดอกฮังเวลาร่วงก็เก็บมาเสียบกับไม้ไผ่ที่เหลาให้เล็กขนาดเท่าเข็มเย็บผ้า นำไปบูชาพระ บางคนก็ใช้เข็มร้อยเป็นพวงมาลัยไว้คล้องคอ เป็นเครื่องประดับที่นอกจากสวยแล้วยังมีกลิ่นหอมคล้ายดอกพิกุล คล้องมาลัยดอกกะย้อมและดอกฮังแล้วพลอยทำให้เนื้อตัวหอมตามไปด้วย ไม่ต้องไปซื้อหาน้ำหอมให้เปลือง


ที่ป่ายังมีดอกราชินีที่หอมรำเพยมาไกล ๆ ยายนั้นไม่เคยเห็นดอกราชินีมาก่อนกระทั่งลงมาอยู่ที่ภาคกลางแล้วนั่นแหละ ดอกไม้หอมมักอยู่ในป่า ก็ดูแต่ดอกเข็มปา (เข็มป่า) สีชมพูอ่อนที่ขึ้นอยู่ตามทางใต้ต้นไม้ใหญ่นั้นปะไร ช่างหอมหวลชวนชม เข็มป่านั้นเป็นไม้พุ่มสูงใหญ่ท่วมหัว คนที่เดินผ่านพระเจ้าใหญ่ (พระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์) ริมแม่น้ำกว้างเพื่อไปบ้านเขื่อง บ้านหนองบัว บ้านสะแนนขุมเงินจะต้องแวะเก็บดอกเข็มป่าเพื่อบูชาพระเจ้าใหญ่ไปเสียทุกครั้ง การบูชานั้นก็แล้วแต่ว่าจะเจอดอกเข็มปาที่ไหน เมื่อเจอแล้วก็เก็บขึ้นมาเพื่อใช้สักการบูชาพระเจ้าใหญ่ก็ด้วยมือสิบนิ้วกับดอกเข็มปานี่แหละ แล้วตั้งจิตอธิษฐานเสียให้ดี ขอให้พระคุ้มครองให้เดินทางปลอดภัยอย่าพบเจอสัตว์ร้าย ทั้งงู เสือ ลิง ข้างหรือหมาป่าที่จะมาทำอันตราย พออธิษฐานเสร็จก็ให้พาดดอกเข็มปาไว้ตามง่ามไม้ ตอไม้หรือกิ่งไม้ตามที่เห็นสมควร


พระเจ้าใหญ่นั้นมีอายุร่วม 400 กว่าปีหรือมากกว่านั้น สังเกตได้จากต้นไม้ที่ปลูกอยู่โดยรอบ ที่มีขนาดใหญ่ไม่ต่ำกว่า 5 คนโอบ ในพื้นที่ป่าที่กินอาณาบริเวณกว้าง ป่าที่พระเจ้าใหญ่นั้นมีต้นไม้อยู่หลายร้อยต้นไม่มีใครกล้าเข้าไปตัด ทำให้มีเห็ดโคนขึ้นอยู่ชุก ทั้งยังมีเห็ดเบญจพรรณอื่น ๆ อีกด้วย ยายเล่าว่า เกิดมาพ่อแม่ยายก็เห็นพระเจ้าใหญ่แล้ว เป็นสิ่งศักดิ์คู่บ้านคู่เมืองของยโสธร เวลาเสร็จจากงานสงกรานต์ คนทั้งเมืองต่างต้องพากันไปทำพิธีสรงน้ำพระเจ้าใหญ่เพื่อขอศีลขอพรให้อยู่เย็นเป็นสุข สำหรับยายแล้ว พระเจ้าใหญ่มีความสำคัญมากกว่านั้นเพราะพ่อแม่ยายมีลูกยาก ต้องมาบนบานศาลกล่าวเพื่อขอยายกับพระเจ้าใหญ่ ด้วยเหตุนี้กระมังที่ทำให้ยายมีลักษณะที่แตกต่างไปจากเด็กคนอื่น ๆ ทั่วไป


ที่ป่ายังเต็มไปด้วยดอกคัดเค้า เด็กนักเรียนชอบเก็บมาให้ยายอยู่เสมอ ดอกคัดเค้ามีสีขาวลักษณะคล้ายกับดอกเข็ม ที่ต้นมีหนามแหลมแต่ส่งกลิ่นตลบอบอวล ถ้ายังสดก็นำไปบูชาพระ หรือไม่ก็เอาไปใส่ไว้ในตู้เสื้อผ้า จะช่วยทำให้เสื้อผ้ามีกลิ่นหอม ยายคุยว่า ตู้เสื้อผ้าของยายถือเป็นของใหม่และแพงสำหรับคนสมัยนั้น (พ.ศ.2485) ทีเดียว


ในป่ายังมีดอกบักบก (กะบก) และดอกบักเหลี่ยม (ภาษาจีนเรียกว่าลูกคะน้า) ขึ้นอยู่เต็มไปหมด ลูกบกนี้วัวชอบกินเปลือกแล้วคายเม็ดออกมา คนที่ช่างสรรหาของกินจะรู้ว่า เม็ดที่วัวคายออกมานั้นมีค่าแค่ไหน ถุงนิดเดียวตอนนี้ขายได้ราคาตั้ง 20 บาท เม็ดบักบกเอามาผ่า นำเมล็ดที่อยู่ข้างในไปคั่วจนหอม กินแล้วมันแท้ ๆ ยายมาเห็นบักบกคั่วขายที่บางแสนตอนอายุใกล้ ๆ หลัก 9 น่าเสียดายที่แค่วบ่มีซิเคี้ยวกิน (ไม่มีฟันจะเคี้ยวแล้ว) จึงได้แต่นั่งหัวเราะอยู่คนเดียว


หน้าหนาวอย่างนี้ผู้คนเป็นหวัดกันง่าย เห็นลูกหลานเป็นหวัด หายใจบ่สะดวกแล้วทำให้ยายนึกถึงยาพื้นบ้านของคนโบราณขึ้นมา ตำรายาของยายเห็นจะไม่พ้นเรื่องต้นไม้ใบหญ้าอีกตามเคย ยายเล่าว่าถ้ามีดอกกางของ (ดอกปีบ) คงจะดีจะได้เอามาตากแห้ง แล้วหั่นให้ละเอียดเหมือนยาเส้น เจียนใบตองแห้งเข้าแล้วนำมามวนสูบ เวลาสูบต้องสูดควันเข้าไปเต็มปอด แล้วอย่าลืมหุบปากเพื่อให้ควันออกทางฮู้ดัง (รูจมูก) ได้เต็มที่ สูบบ่อย ๆ เข้ารูจมูกก็จะแห้ง หายใจสะดวกขึ้น ที่เวียนหัวจะหายไป บุหรี่ดอกกางของนี้ช่วยแก้เหม็นคาวในรูจมูกหรือริดสีดวงจมูกได้ดีนักแล

 

ดอกไม้ที่บานตอนหน้าหนาวคือดอกลำดวนสีนวล ดอกไม้ประจำจังหวัดศรีสะเกษ นอกจากจะสวยแล้วยายบอกว่า ช่างหอมจริงๆ ดอกลำดวนนั้นชอบขึ้นตามป่าตามดง ไม่รู้ว่าต้นอยู่ไหนแต่ได้กลิ่นหอมโชยมาตามลมก็ชื่นใจหลาย บางครั้งไปเก็บเห็ด หาฟืน เห็นดอกลำดวนก็เก็บมาบูชาพระที่บ้าน

 

ที่บ้านยายมีหิ้งสำหรับกราบพระ ทำจากไม้ยาว ๆ ที่หิ้งนั้นไม่มีพระหรอก มีแต่รูปของรัชกาลที่ 5 พระมเหสี เสาวภาผ่องสี พระราชินีและลูกชายรัชกาลที่ 6 ที่นั่งอยู่ตรงกลาง รูปนั้นเป็นภาพขาวดำ ขนาดเท่ากับปฏิทินแผ่นใหญ่ แม่ยายเรียกว่า เจ้าซีวิต (ในหลวง) และให้กราบไหว้ทุกวัน บทสวดมนต์ของคนสมัยนั้นคือการตั้งนะโมขึ้น 3 จบ นโม ตัสสะ ภควโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ แล้วต่อด้วย พุทธัง วันทามิ ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธ ธรรมมังวันทามิ ข้าพเจ้าไหว้พระธรรม สังฆังวันทามิ ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์ แล้วกราบลงที่พื้นสามครั้ง หิ้งพระบ้านยายนั้นอยู่ในห้องเปิงทางด้านขวามือ ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ไว้กราบไหว้พระเท่านั้น ไม่จำเป็นไม่ให้เดินผ่านไปทางนั้น เพราะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์และเจ้าซีวิตอยู่ที่นั่น การไหว้พระไม่มีการจุดธูป เทียน เป็นเพียงการสวดมนต์แล้วกราบสามครั้งพร้อมกับบูชาด้วยดอกไม้ ธูป เทียนจะจุดกันก็ต่อเมื่อออกพรรษาแล้วและต้องทำกันที่วัด โดยใช้พื้นที่ว่างหน้าโบสถ์นั่นเอง เพียงตัดเอาต้นกล้วยสด ๆ มา 4 ต้นนำไปฝังเป็นหลักที่ดิน กว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร จากนั้นต่อล้านขึ้นเพื่อวางดอกไม้และปักเทียน ทำให้ด้านหน้าของโบสถ์สว่างไสวไปด้วยเปลวเทียน ส่วนธูปนั้นก็ปักลงไปตามต้นกล้วยนั่นเอง

 

ยายเล่าว่า หน้าหนาวที่อีสานจะน่ากลัวมากหากเกิดลมแดงขึ้นในช่วงเดือนสิบเอ็ดสิบสองต่อเดือนอ้ายเดือนยี่ ลมแดงจะพัดบ้านเรือนจนพังพินาศ โดยเฉพาะที่นอกเมืองออกไป ส่วนคนในเมืองไม่ค่อยได้รับผลกระทบเท่าไหร่ เพราะฉลาด รู้จักปลูกไผ่บ้านบังไว้ ต้นหนึ่งลำเท่าขา ทั้งยังมีบักขาม (มะขาม) ต้นสูงใหญ่ ปลูกเป็นรั้วกั้นบ้านไว้อีกชั้นหนึ่ง

 

นอกจากลมแดงแล้วยายเคยเจอลมบ้าหมู ลมบ้าหมูเป็นลมหมุนที่พัดมาอย่างรวดเร็ววิ่งหนีกันแทบไม่ทัน พัดเอาทั้งใบไม้ทั้งขี้ฝุ่นปลิวว่อนเต็มหูเต็มตา ยายเคยเจอด้วยตัวเองอยู่หลายครั้งสมัยที่ยังต้องเดินไปสอนที่โรงเรียนบ้านนอก ได้ยืนหลับตาปี๋หรือไม่ก็หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดตา ปิดฮู้ดัง (จมูก) ไว้ พอลมสงบก็ได้จะผมทรงใหม่ที่ยุ่งเป็นกระเซิง จากนั้นก็ลงมือปัด ลูบฝุ่นออกจากตัว หากเดินไปเจอน้ำตามท้องนาหรือห้วยหนองคลองบึงก็วักน้ำขึ้นมาล้างหน้าล้างตา แล้วค่อยไปล้างให้สะอาดอีกครั้งที่แองน้ำ (ตุ่มน้ำ) บนศาลาโรงเรียน ยายเล่าว่า คนโบราณไม่ได้มามัวห่วงเรื่องเนื้อตัวหน้าตา ความสวยความงามเหมือนคนสมัยนี้หรอก แค่อาบน้ำหวีผมก็พอแล้ว คนสมัยนี้ถึงมีหนี้สินกันเยอะ เพราะหมดไปกับเรื่องการแต่งตัวนี่เอง

 

หน้าหนาวที่อีสานนอกจากมีลมหนาวแล้วยังมีลมว่าวมาช่วยสร้างสีสันในช่วงเดือนสิบเอ็ดสิบสอง การปล่อยว่าวจะนิยมทำตามทุ่งนา ว่าวที่นั่นมีทั้งว่าวอีลุ่ม (ปลาปั๊กกะเป้า) ว่าวจุฬา กระดาษที่ใช้ทำว่าวก็ซื้อหามาจากร้านค้าในเมือง มีทั้งสีเหลือง สีเขียว สีแดง สีน้ำเงินเลือกได้ตามชอบ กระดาษต้องมีความเหนียวทนทานและไม้ไผ่ที่ใช้ทำโครงนั้นต้องมีคุณสมบัติพิเศษโดยเฉพาะ คนที่ทำว่าวได้ต้องฝีมืออยู่พอสมควรสามารถวางโครงร่างของว่าวและรักษาน้ำหนักให้สมดุล ไม่ร่วงตกลงมา เวลาชักให้ใช้ธนูผูกกับหัวว่าว ครั้นพอโดนลมตีจะดังหึ่งเหมือนเสียงดนตรี ดังลั่นทุ่งอยู่อย่างนั้นทั้งวันทั้งคืน เพิ่มรสชาดในการเกี่ยวข้าวให้สนุกครื้นเครงยิ่งขึ้น ว่าวที่อีสานนั้นตัวใหญ่โตเป็นวาโน่น ไม่รู้ว่านาไหนปล่อยว่าวขึ้นมา แต่เห็นอยู่สูง ๆ มองไปทางซ้ายขวาหน้าหลังก็เห็นมีแต่ว่าว เวลาโดนแดดอ่อน ๆ จะเห็นเป็นสีขาวบินว่อนอยู่เต็มท้องฟ้าหน้าหนาวอยู่หลายสิบตัว เหมือนที่เพลงร้องว่า “เย็น ยามเมื่อเย็นลมว่าว ปัดลมร้อนผ่าว เป่าลมที่หนาวไปสิ้น ร่มเย็น ทั่วทุกถิ่น บนแผ่นดิน สายลมรำเพยทั่วไป” ยายจากอีสานมานานแล้ว อยากฝากถามว่า คนรุ่นลุกรุ่นหลานที่อีสานยังรักษาประเพณีนี้ไว้ได้หรือเปล่า

 

นอกจากป่าแล้ววัดยังเป็นที่รวมพรรณไม้สวยงามแปลก ๆ อีกมากมาย ดอกจำปา (ดอกราชาวดี) ที่วัดนั้นต้นหนึ่งใหญ่ขนาดสองคนโอบ ไหนจะกิ่งก้านสาขาที่แผ่ขยายออกไปอีก ดอกจำปานำมาร้อยเป็นพวงมาลัยให้กับผู้ที่เดินทางมาแข่งฟุตบอลจากจังหวัดต่าง ๆ ทั้งร้อยเอ็ด อุบล ฯ ศรีสะเกษ เพราะร้อยง่ายและพวงใหญ่  พวงมาลัยดอกจำปาของยายนั้นต้องมีอุบะดอกฮัก (รัก) ประดับไว้ด้วย ก็อย่างนี้ไงเล่า ยายจึงมีคนมาตามจีบเยอะแยะไปหมด

 

ที่หน้าโบสถ์วัดกลางนั้นมีต้นจำปี (สีขาว) อยู่ต้นหนึ่ง สูงใหญ่ทีเดียว เด็ก ๆ เก็บเอามาให้ครูอยู่บ่อย ๆ บ้างก็ไว้บูชาพระ บ้างก็นำมาใช้ติดผม กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกจำปีเลยทำให้ผมหอมไปด้วย วิธีการติดคือม้วนเส้นผมเข้ากับกลีบดอกจำปี เท่านี้ก็ได้เครื่องประดับธรรมชาติ ช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้กับทรงผมจนคนต้องเหลียวหลังมามอง ก็เพราะประดับดอกจำปีถึง 5 ดอกเลยทีเดียว คนที่หัวใสหน่อยก็เหลาไม้ไผ่เข้าแล้วทำเป็นซี่ ๆ โคนหนึ่งมีไม่ต่ำกว่า 10 ซี่ แต่ละซี่ใช้เสียบขั้วดอกจำปีบ้างจำปาแดง (สีเหลืองแก่) บ้าง ซี่หนึ่งก็ดอกหนึ่งแล้วนำไปขายได้โคนละครึ่งสตางค์เลยทีเดียว

 

ส่วนที่วัดสร่างโศกที่อยู่ไกลออกไปนั้นก็ไม่น้อยหน้า มีต้นหางนกยูงฝรั่งสีแดงสดอยู่เรียงรายตามข้างทาง ยายเล่าว่า สมัยที่เป็นนักเรียนชั้นประถม 5-6 ต้องไปทำแปลงเกษตรที่ข้าง ๆ ขัว (สะพาน) วัดสร่างโศก ยายต้องเดินไปทำแปลงเกษตรโดยเดินขัวไป ขัวนี้สร้างโดยเถ้าแก่คนจีนชื่อหมาเซี้ยะ กว้างประมาณ 1 วา ยาวเป็นกิโลจากบ้านท่าไปวัดสร้างโศก ทำด้วยไม้แก่นอย่างดี เถ้าแก่หมาเซี้ยะจัดเป็นคนรวยของสมัยนั้นและยังใจดีอีกด้วย เพราะนอกจากจะสร้างขัวแล้วยังปลูกต้นหางนกยูงฝรั่งไว้ข้างทาง เพื่อประดับขัวและให้ร่มเงาแก่ผู้ที่เดินผ่านไปผ่านมา พูดถึงดอกหางนกยูงฝรั่งทำให้ยายคิดถึงดอกผางหรือดอกหางนกยูงไทย ซึ่งจะนิยมปลูกประดับไว้ตามบ้าน ยายเคยเห็นแต่ดอกผางสีแดง เพิ่งจะเคยเห็นสีอื่น ๆ เมื่อไม่กี่ปีมานี้ที่ทางการเอามาปลูกไว้ตามถนนธนบุรี-ปากท่อ

 

ในวัดยังมีดอกกระดาษ (ดอกเฟื่องฟ้า) ที่ยายก็เพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรกข้าง ๆ กุฎิสมภาร วัดไตรภูมิ (วัดกลาง) และมีอยู่สีเดียวคือสีชมพูแก่ ที่วัดกลางยังมีต้นจันทร์ต้นใหญ่ขึ้นอยู่ ยายเล่าว่า สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารม้า ม.พัน 7 มายึดเอาที่ศาลาวัดใต้เป็นศูนย์บัญชาการ ยายเลยต้องพานักเรียนร่วม 50 คน ไปอาศัยกุฎิพระที่วัดกลางเป็นที่สอนหนังสือ ร้อนถึงพระเณรที่วัดที่ต้องย้ายไปอยู่รวมกันบนกุฎิใหญ่ และข้าง ๆ กุฎิที่ยายสอนนั้นเองก็มีต้นจันทร์ต้นใหญ่ขนาดสองคนโอบ ถึงเวลาที่ลูกจันทร์ร่วงหล่นจากต้น นักเรียนก็จะแข่งกันเก็บมาให้ครู ลูกจันทร์นั้นแม้จะเล็กและแป้นแต่มีกลิ่นหอมมาก ใช้ดมแทนยาดมเวลาที่เวียนหัว ถ้าสุกจัดจะมีรสหวานนำมากินได้ แต่ถ้าไม่สุกจัดรสจะฝาดทีเดียว ลูกจันทร์นั้นแป้น แต่ลูกอินทร์นั้นกลมและใหญ่กว่า ลูกจันทร์ต้องจำให้จงดี มิเช่นนั้นจะไปสลับกับต้นจันทน์อันเป็นไม้มงคลชั้นสูงของไทยที่เนื้อไม้มีกลิ่นหอม นำมาใช้ทำพระโกศน์จันทน์ตอนงานพระราชพิธีพระศพของพระพี่นาง ตอนขุนแผนลาต้นไม้ที่บ้านนางแก้วกิริยายังได้พูดถึงต้นจันทน์ไว้ว่า “จันทน์หอมจันทนา เอิ้ง เอิ่ง เอิง เอย ขอลาจร มะลิซ้อนซ่อนชู้ เอิ้ง เอิ่ง เอิง เอย ให้เจ้าอยู่จงดี”

 

ในช่วงหน้าฝนเป็นช่วงที่ดอกอินทหวา (ดอกพุทธ) และดอกซ่อน (ดอกมะลิทั้งมะลิลาและมะลิซ้อน) พากันออกดอกขาวเต็มต้น ต้นดอกอินทหวาและดอกซ่อนนั้นเป็นพุ่มใหญ่ ๆ ขนาดสองคนโอบและสูงท่วมหัว ยายชอบเด็ดเป็นช่อนำไปบูชาพระ พอบ่ายสามโมงยายยังนำดอกซ่อนมาเสียบไม้ 3 ไม้แล้ววิ่งไปฝากพ่อใหญ่แม่ใหญ่ (คนเฒ่าคนแก่) ที่ไปฟังเทศน์ที่วัดเพื่อนำไปบูชาพระให้ด้วย พ่อใหญ่ที่นั่นยังนุ่งโจงกระเบนผ้าไหม หรือไม่ก็ผ้าม่วงสีน้ำเงิน สีกรมท่า ส่วนแม่ใหญ่ก็นุ่งซิ่นหมี่ พ่อใหญ่แม่ใหญ่นั้นผมขาวแล้วเหมือนดอกมะลิ บ่มีแค่ว (ฟัน) หรอก พ่อใหญ่แม่ใหญ่ต้องเดินผ่านหน้าบ้านยายที่อยู่ไม่ไกลจากวัดมากนัก พอยายเห็นพ่อใหญ่แม่ใหญ่เดินมาก็จะคุกเข่าลงกับดิน ยกดอกไม้ขึ้นพนมมือท่วมหัวแล้วส่งให้พ่อใหญ่แม่ใหญ่ช่วยนำไปปักที่ธรรมมาสด้วย ยายเล่าว่า ไม่เห็นมีเด็กสาวรุ่นเดียวกันทำอย่างยาย เขาถึงเรียกยายว่า “อีสะมะแจ๋ อีแม่ข้าวเหมี่ยง”

 

ยายเล่าถึงวัดที่อีสานว่า ที่ประตูวัดแต่ก่อนมีขอนค่อไม่ได้เปิดโล่งโจ้งเหมือนกับสมัยนี้ ขอนค่อช่วยป้องกันไม่ให้วัวควายเข้าไปในวัดและไม่ให้ทรายปลิวออกจากวัด ยายบอกว่าแม้ทรายติดเท้ามาก็บาปแล้ว ดังนั้นก่อนออกจากวัด พ่อแม่จะสอนลูกว่า “อีหร่าน้อย ขึ้นขอนค่อแล้วเคาะตีน เคาะตีน (ต้องเอาเท้าเช็ดกับขอนค่อ)” เพื่อเอาทรายออกให้หมด ขอนค่อทำจากต้นค้อป่า ขอนค่อมีอยู่ทั้งหมด 5 ท่อน วางเรียงกันตามแนวนอน ลดหลั่นกันไปโดยขั้นที่ 1 และ 2 ใว้สำหรับเช็ดเอาทรายออกจากเท่า ขั้นที่ 3 เป็นขั้นที่อยู่สูงที่สุด โดยสูงจากพื้นประมาณเอว ขั้นที่ 4  และ 5 จะเป็นบันไดทางด้านขาลง นอกจากเคาะทรายออกจากเท้าแล้วเวลาสงกรานต์ยังต้องขนทรายเข้าวัดอีกด้วย ทรายที่ว่านี้ต้องไปขนจากทางน้ำไหลเพราะเป็นทรายขาวสะอาด หรือไม่ก็ไปหาบมาจากหาดทรายที่แม่น้ำชีซึ่งอยู่ห่างออกไปร่วมหลายกิโลทีเดียว

 

ยายเล่าว่าคนสมัยนั้นกลัวบาปกลัวกรรมเหลือเกิน กลัวจะต้องไปเป็นผีเปรตเฝ้าวัด แม้การไปเงียว (ปัสสาวะ) ที่วัดก็ถือว่าบาปนักหนา แต่พอจะอนุโลมให้เฉพาะเด็ก ๆ แต่กระนั้นพอเงียวแล้วต้องเอามือไปแตะเงียวที่ดินแล้วมาแตะที่หัวเด็กเพื่อขอโทษขอโพย อย่าให้มีบาปมีกรรมติดตัว

 

ดอกไม้ประจำถิ่นที่อีสานยังมีดอกมันปลา (ดอกกันเกลา) และดอกกล้วยน่อย (ดอกนมแมว) ดอกมันปลานั้นเป็นไม้เนื้อแข็งมักขึ้นอยู่ตามโคกที่เป็นดินปนทราย ดอกมีสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอม ลักษณะคล้ายกับดอกเข็ม นำมาร้อยเป็นพวงมาลัยหรือไม่ก็เด็ดมาทั้งช่อเพื่อบูชาพระ ยายไม่เห็นมาดอกมันปลามา 60 -70 ปีแล้วและอยากจะเห็นอีกสักครั้ง ส่วนดอกกล้วยน่อย (ดอกนมแมว) นั้นเป็นพุ่มขึ้นอยู่ตามที่ชุ่มชื้น ดอกเล็กกว่าดอกลำดวน ตอนเย็น ๆ ซู่มันมา (จะส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณ) คนสมัยนั้นนิยมเก็บมาบูชาพระ ถ้าปล่อยทิ้งไว้ให้แก่จะมีลูกสีเหลือง มีรสหวาน นำมากินได้

 

แต่ดอกไม้ที่เป็นที่กระชากใจสาว ๆ สมัยนั้นเห็นจะไม่มีอะไรเกินดอกกู๋หลาบแดง (กุหลาบแดง) อีกแล้ว ยายคุยเสมอว่ายายยังเคยได้กู๋หลาบแดงจากผู้บ่าวอยู่บ่อย ๆ หรือบางครั้งก็ได้รับผ้าเช็ดหน้าปิยมิตรอย่างดี ริมผ้าเช็ดหน้านั้นถักและปักที่มุมไว้ว่า “รักเสมอ” หรือไม่ก็ “รักจนวันตาย” ถ้ารักหนักหนาก็จะปักไว้คู่กับดอกกุหลาบ การให้ของขวัญผู้สาวนั้นมักนิยมให้กันในช่วงหน้าเทศกาล ช่วงงานฉลองรัฐธรรมนูญ ปีใหม่ หรือสงกรานต์

 

70 ปีต่อมา เมื่อป่าไม้กลายเป็นป่าคอนกรีต ยายก็ยังไม่วายชอบปลูกดอกไม้ ชอบร้อยดอกไม้ ชอบกลอนเกี่ยวกับดอกไม้และชอบดูต้นไม้ไทยเวลาส่งดอกงามอยู่ตามข้างทาง ถึงแม้จะมีอยู่น้อย แต่ทุกต้นก็มีความหมายและล้วนเป็นอดีตของยายทั้งสิ้น ป่าไม้ที่อีสานยังคงหอมตลบอบอวลอยู่ในสำนึกของลูกอีกสานอย่างยายอยู่ทุกลมหายใจ

Post new comment

The content of this field is kept private and will not be shown publicly.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Allowed HTML tags: <a> <em> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd><img><p><br>
  • Lines and paragraphs break automatically.

More information about formatting options