ขี่กะเดือน

Printer-friendly versionSend by email

                                                                     ขี่กะเดือน อีพ่อย ค่างน้อยและฯลฯ


                                                                                   มนตรา เลี่ยวเส็ง


เขียนเมื่อวันพฤหัสที่ 23 เมษายน พ.ศ.2552 เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2553


หากถามยายว่า สัตว์สามชนิดที่ยายนึกถึงคืออะไรบ้าง ยายจะตอบทันทีว่าขี่กะเดือน อีพ่อย ค่างน้อย ไอ้เขียวกับไอ้ด่างและบักตู้ นั่นมันเกิดสามชนิดแล้วยาย!


ขี่กะเดือนที่อีสานตัวยาวใหญ่สีคล้ำมีอยู่เยอะแยะตามริมฮองโพนงิ้ว (ห้วยโพนงิ้ว) และที่นาที่ว่างเปล่า เดินไปนาอย่าปล่อยเวลาให้ล่วงเลย หมั่นสังเกตขุยขี่กะเดือนไปด้วย ประชากรขี่กะเดือนสมัยยายมีอยู่ล้นแผ่นดินอีสาน ขี่กะเดือนเป็นสัตว์ที่ซุกซนเพราะชอนไชเข้าไปถึงในกอไผ่ ความซุกซนนี่เองที่ทำให้แผ่นดินอีสานอุดมสมบูรณ์ มีขี่กะเดือนที่ไหนต้นไม้เป็นต้องเจริญงอกงาม ขี่กะเดือนเอาไว้ตกเบ็ด (ทรงเบ็ด) พ่อสอนยายตกเบ็ดตั้งแต่เพิ่งหัดนุ่งซิ่น กระทั่งยายชำนาญในการขุดหาขี่กะเดือน ขี่กะเดือนอาศัยอยู่ในบ่อนเดียวกัน (ใกล้กัน) เจอขุยแล้วให้แซะดินลงไปเบาๆ แค่จอบเดียว ได้ตัวแล้วจับใส่กะโป๋ (กะลา) อย่าลืมเอาดินใส่ลงไปด้วย ขี่กะเดือนจะได้ไม่เลื้อยออกจากกะโป๋ คว้าคันเบ็ดได้ก็ตรงรี่ไปที่นา


ในนาตอนข้าวงามมีน้ำเยอะ ข้าวเป็นพืชมหัศจรรย์ เพราะจาก 3 ต้นจะแตกออกเป็นกอใหญ่ ใครว่าในน้ำมีปลา ในนามีข้าวเพราะยายเห็นว่านาที่อีสานนั้นมีทั้งปลาทั้งข้าว พ่อบรรจงเหลาคันเบ็ดที่ทำด้วยไม้ไผ่ให้ยายโดยเหลาให้เรียว ส่วนเชือกเบ็ดทำจากด้ายที่แม่เข็นสำลีให้เป็นเส้น ตัวเบ็ดนั้นพ่อหาซื้อมาจากร้านที่ตลาด ก่อนตกเบ็ดให้ตัดขี่กะเดือนออกเป็นท่อนเล็กๆ ยาวแค่องคุลีแล้วเอาเบ็ดเกี่ยวขี่กะเดือน เสร็จแล้วก็นำไปตกเบ็ด โดยปักไว้ที่ดินให้แน่นมิเช่นนั้นหากมีปลาตัวที่เรี่ยวแรงมหาศาลอย่างเช่นปลาช่อนมาติด เบ็ดก็อาจหลุดไปตามแรงปลา พ่อของยายตกเบ็ดครั้งหนึ่งร่วม 20 -30 คัน ยายมาสนุกเอาตอนที่ต้องวิ่งดูคันเบ็ดทางโน้นที ทางนี้ที พอได้ยินเสียงปลาช่อน ปลาดุก ปลาหมอพากันมาฮุบเหยื่อแล้วดิ้นพรวดพราดพันอยู่กับกอข้าว ยายก็ตะโกนเรียกพ่อเสียงดังแจ๋วๆ ว่า “อีพอ อีพอ ปลากินเบ็ดแล้วตัวยั้ย ใหญ่!” ปลาช่อนบางตัวใหญ่เท่าแขนเรี่ยวแรงเหลือหลาย ทำเอายายถึงกับยืนตะลึง ปลาช่อนกินขี่กะเดือนไปในคอลึก พ่อต้องบีบปากให้เปิดกว้างแล้วปลดเบ็ดออกมา ได้ปลามาแล้วก็ใส่ตาข้องเอาไว้ ตัวไหนแข็งแรงก็เก็บไว้กินที่บ้าน ตัวไหนร่อแร่ก็ให้รีบนำมากินก่อน ยายเบิ่งปลาตาเป็นมัน รู้แล้วว่าเย็นนี้จะได้กินต้มปลาหม้อใหญ่


กลับจากหาปลาก็พากันมาที่เถียงนา พ่อรีบก่อไฟส่วนยายมีหน้าที่หักคอปลาหรือไม่ก็ทุบหัว ขอดเกล็ดให้สะอาด ล้างน้ำที่ตักขึ้นมาจากนา แล้วตัดเป็นท่อน เอาปลาลงไปต้มให้เดือด ดำนาแล้วน้ำในนาจะใสแจ๋ว ต้นข้าวก็งาม สูงใหญ่ น้ำในนายังใช้สำหรับล้างปลาได้ด้วย พ่อแบ่งแปลงนาออกเป็นส่วนๆ เอาไว้อาบน้ำบ้าง ผืนที่อยู่ใกล้เถียงนาก็เอาไว้ใช้ทำกับข้าว ล้างถ้วยล้างชาม แปลงที่จะเอาไว้กินน้ำ ต้องอยู่ห่างจากเถียงนาออกไปอีก ไม่ปะปนกัน ยายกับต้นข้าวเลยได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนร่วมน้ำสาบานกันมานานเพราะโตมาจากน้ำในนาเหมือนกัน


ยายคุยฟุ้งว่า ไม่ใช่เคยกินน้ำในนาเท่านั้นยายยังเคยกินน้ำจากรอยตีนควายมาแล้ว ในหน้าแล้งที่อีสานนั้นแล้งจัด เวลาไปไง่เขียด (หาเขียด) หรือหากบจำศีลตามรู ต้องเดินหาตามดินที่แตกระแหง ท่ามกลางอากาศร้อนผ่าว ทำให้หิวน้ำบ่อย น้ำที่ใส่น้ำเต้ามาก็กินหมดแล้ว ยายเลยต้องอาศัยกินน้ำบ่อน้อยจากรอยตีนควาย วัวควายหลายหลายร้อยตัวอาศัยน้ำกินตามแอ่งน้ำธรรมชาติริมหนอง ดินริมหนองที่อ่อนนิ่ม พอควายตัวใหญ่เหยียบลงไป ก็ทิ้งรอยลึกร่วมคืบไว้เบื้องหลัง ไม่กี่วันน้ำซึมมาขังอยู่เต็มรอยตีนควาย ควายจึงเป็นสัตว์สารพัดประโยชน์ ขนาดรอยตีนที่ทิ้งไว้ก็ยังกลายเป็นบ่อน้ำน้อยให้ผู้คนได้กินแก้กระหาย ยายไม่กินน้ำที่แอ่งน้ำเพราะขุ่นคลั่ก ยกให้วัวให้ควายไว้กินกันตามใจชอบ เดินมาหาน้ำกินตามรอยตีนควายดีกว่า เพราะใสแจ๋วและไม่เหม็น เวลากินจะใช้มือกอบหรือใช้ใบสะแก ใบไม้ที่อยู่ใกล้มาม้วนทำเป็นจอกตักน้ำกินก็ได้ แม้ยายจะยอมกินน้ำตามรอยตีนควายแต่ยายไม่ยอมกินน้ำใต้ศอกใครเป็นอันขาด


ยายล้างปลาให้สะอาดแล้วนำไปปิ้งโดยใส่หีบ (ตับ) หรือต้มใส่ข่า ตะไคร้ และพริกแดงที่ปลูกไว้ที่โพน ไปโพนแล้วอย่าลืมเก็บมะขามมาใส่ต้มเสียด้วยเลย ผู้คนพากันสันนิษฐานคาดเดากันไปว่า สมัยก่อนโพนงิ้วอาจเป็นเมืองโบราณ เพราะมีสันใหญ่ยาวหลายสิบกิโลเมตร และที่สำคัญคือโพนมีทั้งต้นมะขาม มะขามเทศ ฝรั่ง มะม่วงสารพัดชนิดและมะยมซึ่งเป็นต้นไม้ที่คนนิยมปลูกไว้ตามบ้าน ไม่ใช่ไม้ป่าทั่วไป ต้นไม้ช่วยเล่าประวัติศาสตร์ ทำให้ไม่มีใครกล้าไปจับจองที่ดินที่โพน ปล่อยให้เป็นที่สาธารณะ ยายคิดเอาเองว่า ถ้าโพนเป็นเมืองโบราณจริง ยโสธรต้องเคยเป็นแหล่งอารยธรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก คิดแล้วก็ให้ภูมิใจในแผ่นดินมาตุภูมิของตัวเองยิ่งนัก


พ่อลูกพากันกินปลาจนอิ่มหมีพลีมัน แล้วช่วยกันเก็บวัชพืชที่ขึ้นอยู่ตามกอข้าวในนา พ่อเดินดูระดับน้ำในนาแต่ละแปลงและปรับระดับให้เหมาะสม โดยการปล่อยน้ำเข้า-ออกนาจากแปลงหนึ่งไปยังอีกแปลงหนึ่ง ทำไปเรื่อยๆ จนครบทั้ง 68 ไร่ พอตะวันใกล้ตกดินก็พากันขับเกียน (เกวียน) กลับบ้าน เกวียนเล่มหนึ่งใช้งานได้นานหลายสิบปี แถมยังไม่เปลืองเพราะใช้แรงวัวที่กินแต่หญ้าอย่างเดียว วันนี้ยายอาสาพ่อขอเป็นมือใหม่หัดขับเกวียน พ่อหัวในความอยากฮู้อยากเห็นของอีหล่าน้อย ยอมให้ยายนั่งขับเกวียนแต่โดยดี ส่วนพ่อเปลี่ยนไปนั่งด้านหลังคอยดูอยู่ใกล้ๆ แม้จะยังเด็กเหลือเกินแต่ยายก็รู้ว่าต้องนั่งจับเชือกที่ร้อยไอ้เขียวกับไอ้ด่าง (วัว) เอาไว้ให้มั่น ไอ้เขียวแสนรู้ พอจะเทียมเกวียนก็เดินมาทางด้านซ้ายไม่ต้องให้ยายบอก ส่วนไอ้ด่างก็ไม่น้อยหน้าเดินมาทางขวาของยาย นอกจากจะรู้ที่รู้ทางแล้วไอ้เขียวไอ้ด่างยังรู้จักทางเกวียนดีอีกด้วย รู้ดีกว่ายายเสียอีก มือใหม่หัดขับอย่างยายเลยสบายไป ไม่ต้องใช้จีพีเอสนำทางก็ขับเกวียนได้ ถ้าต้องการให้เลี้ยวซ้ายก็ดึงเชือกข้างซ้ายให้ตึง ถ้าต้องการให้เลี้ยวขวาก็ดึงเชือกข้างขวาให้ตึง ยายเล่าว่า ไอ้เขียวกับไอ้ด่างฉลาดตัวใหญ่อ้วนพีเพราะมีกินหญ้าที่ท้องนากินไม่อดไม่อยาก พ่อกันแปลงนาไว้สำหรับปลูกหญ้าให้วัวควายกินโดยเฉพาะ


ยายขับเกวียนถึงบ้านแบบมือเดียวอย่างปลอดภัยและภูมิใจในฝีมือตัวเองนักหนา จากนั้นปลดแอกเอาไปผูกไว้ที่ต้นเสาใต้ถุนบ้าน พอเห็นนายมันมา อีพ่อย (พลอย) ก็กระโจนลงมาจากบ้านร้องอ้อนยายเสียงหวาน สงสัยจะได้กลิ่นปลาย่างที่ใส่กะคุมา อีพ่อยเป็นแมวที่ยายเลี้ยงไว้ตั้งแต่เด็ก ตัวเมียลายๆ ขนสีมอๆ แถมยังอ้วนพีเพราะกินตลอดเวลา สมกับเป็นลูกอีสานเพราะชอบกินข้าวเหนียวกับปลาย่าง แถมยังเลี้ยงง่าย ดูแลตัวเองได้ ยายเล่าว่า ยายเคยเลี้ยงแมวสีสวาทไว้ตัวหนึ่ง แต่มีคนมาลักเอาไป เหลือแต่อีพ่อยน้อยตัวเดียว


วันนี้ยายได้ปลากระเดิด (ปลากระดี่) ติดมาด้วย เลยดีใจเป็นปลากระเดิดได้น้ำ เพราะปลากระเดิดขอดเกล็ดแล้วเอือบ (คลุกกับเกลือหมักไว้ประมาณ 1 คืน) จะตากแดดแล้วปิ้งหรือนำมานึ่งกินกับผักนึ่งก็อร่อย ปลากระเดิดต้องกินกับยอดมะรุม ดอกแค ตำลึง ผักกาดขาว ผักกาดกวางตุ้ง กะหล่ำปลี หรือบักหุ่งเหิม (มะละกอห่าม) แล้วกินคู่กับแจ่ว โดยคั่วพริก หอม กระเทียม ไม่คั่วก็ย่างให้หอมแล้วตำ บีบมะนาว ใส่ปลาร้า (ปลาเนื้ออ่อนที่มาทำปลาร้า) ลงไปทั้งตัว ถ้าไม่ทำแจ่วก็ตำน้ำพริกมะขามอ่อน เริ่มจากการตำมะขามอ่อนให้ละเอียด ใส่ปลาร้าทั้งตัวลงไปแล้วตำพริกสดกับหัวหอมและกระเทียมที่ย่างแล้ว อย่าลืมใส่ปูน้อย เคล็ดลับความอร่อยของคนอีสาน ตำให้เข้ากัน กินคู่กับผักนึ่งและปลากระเดิดปิ้งสดๆ อร่อยกว่าอาหารภัตตาคารเสียอีก ถ้าเป็นแจ่วมะนาวก็ให้ใส่มะนาวลงไป หรือถ้าหน้ามะกอกป่าก็ให้ใส่มะกอกป่าลงไป ยายทำกับข้าวเสร็จแล้วก็ใส่พาเข่า (กระด้งฝัดใบใหญ่) ไว้ ปลานั้นย่อยง่าย ทำอาหารปลาต้องทำทีละเยอะๆ น้ำพริกก็ต้องกินกันเป็นชาม แต่ที่ขาดไม่ได้คือต้มหรือแกงที่ต้องมีกินประจำทุกมื้อ ต้มแกงลาบปูลาบปลายังแสดงถึงฐานะของคนที่มีอันจะกิน ส่วนคนไม่มีจะกินจะได้กินแต่น้ำพริกปลากับข้าวเหนียว แต่ไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไร ลูกอีกสานตัวจริงต้องกินผักกันทีละมากๆ


ยายมาเห็นคนสมัยนี้กินข้าวนิดเดียว เพราะกลัวอ้วน น้อยเสียยิ่งกว่าอีพ่อยกินเสียอีก แต่กลับกินขนมหวานและน้ำหวานกันทั้งวัน อย่างนี้ไงเล่าถึงพากันอ้วนเหมือนอีพ่อย พออ้วนเข้าหน่อยก็พากันไปลดความอ้วนเสียเงินเสียทอง บางคนก็กินยาลดความอ้วนจนเพี้ยนไปก็มี จนตายไปก็มี คนอีสานไม่เห็นมีปัญหาเรื่องอ้วนเลยเพราะกินแต่กล้วยและบักขาม (มะขาม) ดองกับน้ำตาลอ้อย


อีพ่อยแสนรู้นั่งหมอบข้างวงข้าวอยู่ก่อนแล้ว ไม่เดินจุ้นจ้านให้เป็นที่รำคาญ เห็นสายตาเว้าวอนยายเลยต้องแบ่งปลากระเดิดให้มันกินด้วย แถมยังได้กินก่อนเพื่อนเสียอีก อีพ่อยหนออีพ่อย! อิ่มแล้วก็เดินนวยนาดไปนอนบนผ้าที่แม่เตรียมไว้ให้ แม่ใช้เสื้อเก่าๆ มาทำเป็นเตียงนอนให้อีพ่อย ก็สุดแล้วแต่ว่ามันจะเลือกนอนที่ไหน เพราะบ้านมีตั้งสองหลังและมีนอกชานทั้ง 2 แห่ง วันๆ อีพ่อยนั่งกระดิกหางเป็นคุณนาย ยามว่างก็กระโดดไปนอนบนยุ้งข้าวตากลมเย็นๆ สบายใจไป ยายไม่เคยเห็นอีพ่อยจับหนูได้เลย หรือจะวิ่งไม่ทันหนูเพราะอ้วนจนพุงพุ้ย เกิดมาเพื่อกินกับนอนจริงๆ หนออีพ่อย


ยายมาเลี้ยงสัตว์อีกครั้งตอนย้ายลงมาอยู่ภาคกลาง คราวนี้เป็นลูกค่างได้มาจากป่าที่หาดวนกร จ.ประจวบคีรีขันธ์ในปี พ.ศ.2503 ค่างป่าตัวเล็กสีดำสนิท ตากลมโต แม่มันถูกยิงตาย คนไปเจอลูกเลยนำมาให้ยายเลี้ยงไว้ คนนำมาให้ก็ช่างรู้ใจว่ายายเกิดปีวอก ลิงค่างบ่างชะนี ยายรักทั้งนั้น และค่างน้อยก็ติดยายมากทีเดียว เพราะยายคอยป้อนข้าวป้อนน้ำให้กิน ยายทั้งรักทั้งหลง กระทั่งวันหนึ่งคนงานเดินมาป้อนข้าวเหนียวให้กิน ค่างน้อยไม่ใช่ลูกอีสานแต่กำเนิดเหมือนอีพ่อยเลยท้องอืดและตายคาอ้อมกอดยาย พอค่างตายยายก็ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร และตั้งใจไว้ว่าต่อไปนี้จะไม่เลี้ยงสัตว์อีกเพราะเลี้ยงแล้วก็รักและผูกพันเสมือนคนในครอบครัว


ยายเลิกเลี้ยงสัตว์มานาน หากคิดถึงอีพ่อยและค่างน้อยขึ้นมาก็ดูเคเบิลทีวีรายการสารคดีสัตว์แทน นอกจากยายจะชอบดูสารคดีสัตว์และฟังเรื่องราวของสัตว์ต่างๆ แล้ว ยายยังติดตามรับฟังข่าวสารของบรรดาสัตว์น้อยสัตว์ใหญ่ เมื่อคืนมีข่าววัวหนีตายจากโรงฆ่าสัตว์แถวพระโขนง ยายนั่งฟังอย่างใจจดจ่อ วัวตัวดังกล่าวหนีเตลิดเปิดเปิงกระทั่งไปตกอยู่ที่บ่อถ่ายน้ำมันในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ที่น่าแปลกใจคือเมื่อได้ยินคำว่าโรงฆ่าสัตว์มันจะร้องโหยหวนทุกครั้ง และมีน้ำตาไหลออกมาเป็นคราบดำ พอขึ้นมาได้ก็ยังพยายามดิ้นรนหนีอย่างไม่มีลดละ กระทั่งนายสัตวแพทย์เดินทางมาตรวจร่างกายจึงรู้ว่า สาเหตุที่วัวตัวดังกล่าวพยายามดิ้นรนหนีนั้นเป็นเพราะกำลังตั้งท้องอ่อนๆ ยายฟังข่าวแล้วคิดถึงไอ้เขียวกับไอ้ด่างขึ้นมาทันที


ยายมีความเชื่อว่าสัตว์มันมีความรู้สึกนึกคิดไม่แตกต่างไปจากคน เลี้ยงแล้วต้องเลี้ยงให้ดี ให้ความสุขเขาทั้งกายทั้งใจ อย่าปล่อยให้ผอมแห้งแรงน้อย หรือหงอยเหงา ล่าสุดหลานชายของยายเลี้ยงไซบีเรียนฮัสกี้ไว้สองตัวชื่อถังเงินกับถังทอง ยายเพิ่งเคยเล่นกับหมาตั้งแต่เกิดมา ด้วยความเอ็นดู เวลายายแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลนอกจากแผ่ให้พ่อแม่ปู่ย่าตายาย ลูกหลานหลายโหลที่ยายมีแล้ว ยังรวมไปถึงสัตว์เลี้ยงต่างๆ แม้กระทั่งถังเงินถังทอง


ถามยายอีกครั้งว่า สัตว์สามชนิดที่ยายนึกถึงคืออะไรบ้าง ยายจะตอบทันทีว่า ถังเงินถังทอง ขี่กะเดือน อีพ่อย ค่างน้อย ไอ้เขียวกับไอ้ด่างและบักตู้ นั่นมันเกิดสามชนิดอยู่ดี
 

Post new comment

The content of this field is kept private and will not be shown publicly.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Allowed HTML tags: <a> <em> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd><img><p><br>
  • Lines and paragraphs break automatically.

More information about formatting options