คำตอบจากการฆ่าตัวตาย

Printer-friendly version

เกริ่นนำ:


ท่านรองศาสตราจารย์พรเพ็ญ ฮั่นตระกูลได้เข้ามาทิ้งคำถามสั้นๆ ไว้ที่กล่องแสดงความคิดเห็นในเรื่องสัทธรรมปุณฑริกสูตร http://www.webwatklang.com/index.php?mo=3&art=319334 ว่า "ทำอย่างไรให้คนหันมาสนใจเรื่องศาสนาให้มากขึ้นนะ โดยเฉพาะในแนวปรัชญา ทำอย่างไรจะให้คนมองเห็นวิกฤตได้ก่อนที่จะมีโอกาสเข้าไปเผชิญกับมัน เพื่อที่อย่างน้อยจะได้ไม่ตื่นตระหนก และรู้วิธีที่จะสู้กับมัน ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะก็ตาม" ทำให้นึกถึงบทความหนึ่งที่เคยเขียนไว้นานแล้ว และขอนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เว็บไซด์วัดกลางนี้ด้วย ...เพื่อการเรียนรู้ที่หลากหลายและเพื่อความกล้าเผชิญอุปสรรคและมาร


บทคัดย่อ :


การฆ่าตัวตายมักถูกมองว่าเป็นเรื่องที่น่าอับอาย เพราะคนที่ฆ่าตัวตายคือผู้ที่ไม่กล้าเผชิญกับปัญหาและความจริง แท้จริงแล้วการฆ่าตัวตายถือเป็นความล้มเหลวของสังคม ในการทำความเข้าใจกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้คนที่อยู่ในภาวะเสี่ยงรวมทั้ง การเข้าถึงคนเหล่านั้น บทความนี้นำเสนออีกมุมมองหนึ่ง โดยรายงานผลการศึกษาการสะกดจิตคน เพื่อตอบคำถามว่า เมื่อฆ่าตัวตายแล้ววิญญาณไปไหน พร้อมกับเสนอแนวทางในการป้องกันปัญหาดังกล่าว โดยเน้นไปที่การค้นหาตัวตนที่แท้จริงของตนเองและการฝึกจิตให้เข้มแข็ง จนสามารถเผชิญกับปัญหาต่างๆ ได้อย่างมั่นคง


การฆ่าตัวตายจากมุมมองทางด้าน ศาสนา ความเชื่อและสงคราม


ใน อดีต ปัจจัยผลักดันที่สำคัญที่ทำให้คนฆ่าตัวตายมีสาเหตุมาจากศาสนา ความเชื่อ และพิธีกรรม เช่นพิธีแบหลาของชาวชวาที่ฆ่าตัวตายด้วยกริช (ดังที่ปรากฏในนิทานเรื่องอิเหนา ตอนดรสาแบหลา) หรือพิธีสตี (Sati) ของชาวฮินดูที่อินเดีย โดยหญิงม่ายจะต้องกระโดดเข้ากองไฟตายตามสามี เพราะเชื่อว่าชาติหน้าจะได้เกิดมาคู่กันใหม่อีกครั้ง ซึ่งจะมีทั้งผู้สมัครใจ เพื่อบูชาความรัก ดังเช่นการเสียสละของพระนางสตีที่มีต่อพระศิวะ และผู้ที่ไม่สมัครใจ แม้จะดูป่าเถื่อนในสายตาของชาวอังกฤษ แต่ผู้คนที่นั่นก็ยังคงยึดถือปฏิบัติกันมาอย่างยาวนานถึง 2,000 ปี การฆ่าตัวตายยังมีสาเหตุเนื่องมาจากสงคราม ที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์คงไม่มีใครเกินประเทศญี่ปุ่น เพราะพิธีเซ็บปุกุ (Sepuku) หรือการกว้านท้องของนักรบญี่ปุ่นเมื่อแพ้สงคราม (Samurai) ถือเป็นเรื่องที่เจ็บปวดและทรมานมาก เซ็บปุกุกลายเป็นพิธีกรรมที่ได้รับการยกย่องและเป็นการตายอย่างมีเกียรติ ใช่แต่พวกซามูไรเท่านั้นที่จะต้องฆ่าตัวตาย ผู้หญิงที่อยู่ในครอบครัวของซามูไรก็ต้องทำพิธีไจไก (Jigai) หรือการตัดเส้นเลือดใหญ่ที่ต้นคอซึ่งจะทำให้ตายในทันทีด้วยเช่นกัน เพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามจับตัวไปเป็นเชลยหรือกระทำมิดีมิร้าย นอกจาก นี้ญี่ปุ่นยังมีรูปแบบการฆ่าตัวตายโดยใช้วิธีการโจมตีแบบพลีชีพด้วยฝูงบินรบ กามิกาเซ่ (Kamikaze) เพื่อหยุดยั้งกองทัพเรือของสหรัฐอเมริกา ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองอีกด้วย การฆ่าตัวตายอันเนื่องมาจากสงครามยังเกิดขึ้นที่อินเดีย โดยราชบุตร นักรบผู้มีเชื้อสายของกษัตริย์ตัดสินใจเผาลูกเมียของตนทุกคนเมื่อเห็นว่า กำลังจะแพ้สงคราม ดีกว่ายอมให้ถูกจับกุม หรือถูกบังคับให้เปลี่ยนศาสนา ก่อนที่ตนจะกลับเข้าไปสู่สนามรบและตายอย่างมีเกียรติ พิธีการฆ่าหมู่ลูกเมียของตนในครั้งนั้นเรียกว่า พิธีเยาฮาร์ (Jauhar) ซึ่งเกิดขึ้นเฉพาะการรบกับประเทศมุสลิมเท่านั้น


วิธีการฆ่าตัวตายในปัจจุบัน


ในปัจจุบัน สาเหตุแห่งการฆ่าตัวตายนั้นมีมากมายและซับซ้อนยิ่งขึ้น ทั้งเรื่องความผิดหวังจากการเรียน การฆ่าตัวตายเลียนแบบดารา ความบีบคั้นทางด้านจิตใจจากสงครามและปัญหาเศรษฐกิจ วิธีการฆ่าตัวตายถูกพัฒนาขึ้นมามากมาย โดยมีถึง 16 วิธีด้วยกัน ได้แก่ การตัดหัว การกรีดเส้นเลือดที่ข้อมือหรือที่คอ การกระโดดน้ำตาย การรมควันด้วยก๊าซพิษ การช๊อตด้วยไฟฟ้า การระเบิด การแขวนคอ การกระโดดจากพาหนะขณะกำลังเคลื่อนที่ (รถไฟ รถไฟใต้ดิน รถยนต์โดยสารและเรือโดยสาร) การกระโดดสะพานและตึกสูง การวางยาและการกินยาตาย การเผาตัวเอง เซ็บปุกุ (การกว้านท้องของซามูไร) การยิงตัวตาย การอดหารประท้วง การรบแบบพลีชีพ การฆ่าตัวตายทางอ้อม เช่นการอาสาไปร่วมรบโดยหวังว่าจะถูกยิงตาย จาก สถิติขององค์การอนามัยโลกพบว่า ทุก ๆ 40 วินาทีจะมีผู้ที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คน ประเทศที่มีการฆ่าตัวตายสูงได้แก่ประเทศลิทัวเนียและรัสเซีย ขณะที่ประเทศจีนเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีอัตราการฆ่าตัวตายของผู้หญิงสูง กว่าผู้ชาย โดยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเมืองมากกว่าชนบท และร้อยละ 80 เลือกที่จะกระโดดตึกขณะที่ผู้หญิงในชนบทนิยมกินยาฆ่าแมลงตาย ส่วนที่อเมริกาพบว่า ผู้ที่เลือกทำอัตตวินิบาตกรรมโดยการกระโดดสะพาน ส่วนใหญ่เลือกที่จะกระโดดจากสะพานโกลเด้น เกท ซึ่งสูงถึง 70 เมตร และร้อยละ 98 ประสบความสำเร็จ สำหรับประเทศไทยแล้วคนที่อยู่ในวัยทำงานที่มีอายุระหว่าง 20 – 40 ปีถือเป็นกลุ่มเสี่ยง โดยในช่วง 2 อาทิตย์ก่อนหน้านั้นจะมีอาการซึมเศร้า เบื่อหน่าย นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร หรือมีความรู้สึกผิดที่รุนแรง วินเซนท์ แวนโก๊ะ จิตรกรชื่อดังชาวดัทช์ ก็ฆ่าตัวตายทั้งที่กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังจากการวาดภาพดอกทานตะวันในช่วง 2 ปีสุดท้ายของชีวิต ซึ่งเป็นช่วงที่วินเซนท์กำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลที่รักษาผู้ป่วยที่มี อาการทางจิต วินเซนท์เลือกที่จะยิงตัวตายด้วยวัยเพียง 37 ปี และทิ้งคำพูดสุดท้ายก่อนตายว่า “ความเศร้าหมองนั้นจะคงอยู่นับนิรันดร์” ส่วนซิกมันด์ ฟรอยด์ บิดาแห่งวงการจิตวิทยาผู้ทนทุกข์ทรมานจากการเป็นมะเร็งในช่องปากโดยได้รับ การผ่าตัดในช่องปากมากถึง 30 ครั้ง เมื่อทนทรมานต่อไปไม่ไหว ก็ได้ขอร้องให้แพทย์ประจำตัวช่วยปลิดชีพโดยการฉีดมอร์ฟีนจนเกินขนาดกระทั่ง สิ้นลม หรือแม้แต่อดัฟ ฮิตเลอร์ผู้ที่ทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (Genocide) ซึ่งทำให้มีคนตายมากถึง 6 ล้านคน ท้ายสุดก็ฆ่าตัวตายพร้อมกับภรรยาที่เพิ่งแต่งงานกันได้ไม่ถึง 40 ชั่วโมงด้วยการยิงตัวตาย เนื่อง จากการฆ่าตัวตายแต่ละครั้งมีผลกระทบต่อผู้ที่อยู่ใกล้ชิดถึง 6 คน โดยเฉพาะผลกระทบทางด้านจิตใจ ดังนั้นการแพทย์สมัยใหม่ถือว่า การฆ่าตัวตายนั้นเป็นปัญหาสุขภาพที่ใหญ่มากเรื่องหนึ่ง


ทางเดินของจิตหลังจากการฆ่าตัวตาย


จากหนังสือการสะกดจิตเพื่อศึกษาเส้นทางของจิตในช่วงชีวิตระหว่างชีวิต (Life between Lives Hypnotherapy Session) โดยผู้เขียนได้สะกดจิตผู้คนมาแล้วหลายพันคน ในหนังสือเล่าถึงการสะกดจิตชายผู้หนึ่งเพื่อรักษาอาการเจ็บปวดเรื้อรังของ เขา และพบว่า ผลจากการสะกดจิตคนสามารถย้อนหลังไปไกลถึงชาติภพที่ผ่านมา การสะกดจิตยังทำให้ทราบว่า คนที่ฆ่าตัวตายนั้น วิญญาณจะต้องไปจุติในทันทีและเผชิญกับชีวิตใหม่ที่ขมขื่นและยากลำบากเหมือนดังในชาติที่ผ่านมา เป็น อย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าผู้นั้นจะยอมเผชิญกับปัญหาด้วยใจที่หนักแน่น และเรียนรู้ผลของมัน ทั้งนี้ไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่ผู้ที่ฆ่าตัวตายเนื่องจากความเจ็บป่วยอย่าง รุนแรง ผู้ที่ถูกสะกดจิตทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า น่าเสียดายเวลาและโอกาสที่ได้เกิดเป็นคน โอกาสที่จะได้เรียนรู้เรื่องต่าง ๆ โอกาสที่จะได้ได้ฝึกจิตและยกระดับจิตตนให้สูงขึ้น น่าเสียดายเวลาที่หมดลงก่อนเวลาอันควรเพราะตัวเองฆ่าตัวตาย ในหนังสือยังเล่าถึงผลการสะกดจิตคนส่วนใหญ่พบว่า การเกิดมาในโลกนั้นเพื่อต้องการให้คนได้เรียนรู้บทเรียนต่าง ๆ ทั้งด้านมืดและด้านสว่างของชีวิต กว่า ที่จิตจะตั้งมั่นและได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่เป็นร้อยหรือสำหรับบางคนก็เป็นพันชาติ ในแต่ละชาติ บทเรียนแห่งชีวิตได้ถูกกำหนดไว้แล้วล่วงหน้าเพื่อให้คนได้เรียนรู้ และต้องผ่านมันไปให้ได้ ดังนั้นผู้ที่ได้รับเลือกให้มาเกิดบนโลกมนุษย์ถือว่าเป็นผู้กล้า การมาเกิดใหม่จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาจิตให้อยู่ในระดับที่สูงขึ้น เช่นรู้จักรักคนอื่นมากขึ้น มีความอดทนต่อเรื่องต่าง ๆ มากขึ้นและรู้จักการให้อภัยผู้อื่น บทเรียน แห่งชีวิตจึงต้องเป็นบทเรียนที่ยาก ทั้งนี้ก็เพื่อทดสอบความเข้มแข็งของจิต จนจิตสามารถพัฒนาไปสู่ระดับที่สูงกว่า และนี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมโลกจึงเต็มไปด้วยความโหดร้ายหรือมีพลังงานด้านลบมากกว่าด้านบวก แนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แนวทาง ในการป้องกันปัญหาการฆ่าตัวตายจึงต้องมองให้ไกลกว่าเรื่องสุขภาพหรือปัญหา ทางจิต แต่ต้องมองไปถึงวิธีการสร้างความเข้าใจในชีวิตของคนในสังคม เพื่อฝึก ให้คนรู้จักยอมรับสภาพที่เป็นอยู่และกล้าเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ถ้าพูดตามหลักพุทธศาสนาแล้วก็คือ การฝึกการลดอัตตา รู้จักปล่อยวางโดยมองทุกสิ่งเป็นอนิจจังและฝึกปัญญาใคร่ครวญเพื่อสร้างสมดุล ในการดำเนินชีวิต สิ่งสำคัญคือการค้นหาตัวเองให้เจอ โดยเพิ่มระดับการเรียนรู้ (Literacy rate) ในปัจจุบัน เด็กและเยาวชนถูกครอบงำโดยสื่อ และส่วนใหญ่ใช้เวลาหมดไปกับการนั่งหน้าจอโทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต เกมส์คอมพิวเตอร์และสถานบันเทิงต่างๆ (คนไทยอ่านหนังสือปีละ 2 เล่ม ขณะที่สิงค์โปรอ่านหนังสือปีละ 40 – 50 เล่ม และเวียดนามอ่านหนังสือปีละ 60 เล่ม) ทำให้สมองส่วนที่ใช้ในการคิดสร้างสรรค์ทำงานได้ไม่เต็มที่ แต่โทษที่ร้ายแรงที่สุดของการเฝ้าดูแต่รายการโทรทัศน์และเล่นเกมส์ คอมพิวเตอร์คือ เด็กจะไม่มีโอกาสได้ค้นหาและพัฒนาตัวเองตามที่ควรจะเป็น ดังนั้น การฝึกให้เด็กรักการอ่านตั้งแต่อายุน้อยและรักการเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจ ในเรื่องต่าง ๆ ที่หลากหลาย ทั้งด้านบวกและด้านลบ จะช่วยให้พวกเขาค้นหาตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง การพัฒนาทักษะชีวิตในด้านต่าง ๆ เช่น กีฬา ดนตรี หรือแม้แต่การฝึกนั่งสมาธิจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของจิตใจ เพื่อป้องกันการคิดฆ่าตัวตายที่อาจจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้...


โดย มนตรา  เลี่ยวเส็ง

แอบมาอ่าน บทความโชว์พาวของผู้

แอบมาอ่าน

บทความโชว์พาวของผู้เขียนมั่ก ๆ

สงสัยจะเป็นพระอัครกิตติ์

สงสัยจะเป็นพระอัครกิตติ์ สำนวนคุ้นๆ ค่ะ

Post new comment

The content of this field is kept private and will not be shown publicly.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Allowed HTML tags: <a> <em> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd><img><p><br>
  • Lines and paragraphs break automatically.

More information about formatting options