โอ สุขัง

Printer-friendly version

เมื่อได้สัมผัสกับความสุขของชีวิตกลับพบว่าล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เรียบง่าย จนนึกไม่ถึง และการได้อยู่ท่ามกลางสิ่งเหล่านั้น นั่นก็สุขมากแล้ว ขอบคุณทุกความสุขที่มอบให้มา


~~~~~~


สุขแรกนี้เกิดขึ้นในวันศุกร์ต้นเดือนสิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา


ด้วยอาจารย์นัดเรียนวิชาการบัญชีเพื่อการจัดการ หลักสูตรการจัดการเชิงพุทธของคณะรัฐศาสตร์ที่มจร. ณ วัดไร่ขิง อันเป็นหลักสูตรของพระสังฆาธิการที่มากด้วยพรรษาและประสบการณ์ การสอนหลักการบัญชีสำหรับฆราวาสก็นับว่ายอดยากยิ่งอยู่แล้ว หากแต่นี่ต้องมาถวายความรู้ให้กับเหล่าบรรดาพระสงฆ์ นับเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่า


แต่ท่านก็มีมานะเหลือเกิน ตั้งใจเล่าเรียนด้วยความวิริยะที่น่าประทับใจ


วันนั้นต้องเรียนตั้งแต่เช้าไปจนกระทั่งค่ำมืด เมื่อถึงเวลาเพลอาจารย์ได้ถวายภัตตาหารและน้ำปานะ เป็นน้ำมะพร้าว และเสริมด้วยโอเลี้ยงอย่างแรงแก่พระนิสิตร่วม 20 รูป โอเลี้ยงหรือกาแฟนั้นเป็นแผนซ้อนแผนการสอนของอาจารย์อีกที ถวายแล้วก็นึกกระหยิ่มยิ้มย่องว่าภาคบ่ายจะต้องฉลุยแน่ๆ อาจารย์ลืมนึกไปว่า ถวายเพลตอน 11 นาฬิกานั้นถูกแล้ว แต่ไปพลาดตรงการนัดเวลาเริ่มเรียนภาคบ่ายในตอนเที่ยงครึ่ง


ดังนั้นเมื่อเดินขึ้นตึกมาจึงเห็นพระนิสิตท่านนั่งคงหมายจะเข้าฌานวิปัสสนาตามจุดต่างๆ ตั้งแต่ชั้นล่างไปถึงชั้นบน อาจารย์ต้องค่อยๆ เดินและแอบยิ้มอยู่คนเดียว


เมื่อมาถึงห้องเรียนก็เปิดประตูเข้าไปอย่างแรง ภาพที่เห็นทำให้ถึงกับยืนตะลึงอยู่พักใหญ่ ภาพนั้นเป็นภาพของพระผู้ใหญ่ ท่านเป็นเจ้าอาวาส ท่านเอนกายลงนอนกับพื้นห้องด้านหลัง แม้พื้นห้องจะปูด้วยพรมแต่ก็เป็นพื้นที่ที่เป็นทางสัญจร และถูกย่ำเหยียบจากพระนิสิตหลายสิบรูป


ครั้นพอเห็นอาจารย์ผลักประตูเข้ามาท่านก็ลุกขึ้นเพื่อมานั่งเรียนต่อด้วยความสดชื่นอย่างน่าฉงนยิ่ง


ในสายตาคนทั่วไปอาจดูเหมือนไม่มีอะไรมากมาย แต่ภาพนั้นก็มีความหมายล้นเหลือ ด้วยเป็นภาพแห่งความเรียบง่ายที่หาชมได้ยากยิ่งในสังคมปัจจุบัน และยิ่งยากมากขึ้นเมื่อเป็นภาพของพระผู้ใหญ่มีตำแหน่งบริหารแต่กลับมีจริยวัตรอันเรียบง่าย สมถะและสงบ ชวนให้เกิดศรัทธาต่อปฏิปทาของท่านยิ่งนัก


ภาพนั้นเองที่เข้ามาฉีกทึ้งตัวตนภายในของอาจารย์อย่างแรง ด้วยครั้งหนึ่งเคยนึกกรุ่นกับการจัดห้องนอนที่จับคู่ให้ไปนอนกับเจ้าหน้าที่เด็กท่านหนึ่ง แทนที่จะเป็นการนอนพักกับอาจารย์ด้วยกัน หรือนอนคนเดียวอันเป็นหลักปฏิบัติทั่วไป ความไม่พอใจนั้นยังดำรงอยู่ในใจมาโดยรู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้าง หากแต่เมื่อมาสัมผัสกับภาพนี้เข้า ทำให้ตัวตนที่สร้างขึ้นมานั้นสลายไปสิ้นแล้ว ความคิดที่ว่า "จะต้องอะไรกันนักหนา" วิ่งเข้ามาเป็นตัวรู้ในจิตขณะนั้น และคิดได้ต่ออีกนิดว่า "ดีเสียอีก จะได้ช่วยหลวงประหยัดงบ"


คิดได้อย่างนี้แล้วให้นึกเวทนาตัวเองยิ่งนักที่ปล่อยใจไว้กับความขุ่นมัวใต้อำนาจแห่งโทสะเงียบอยู่นาน บัดนี้ธรรมะบังเกิดขึ้นแทนที่ในใจ ก็ด้วยการทำให้ดูอยู่ให้เป็นของพระนิสิตนี่เอง


.......เมื่อได้สัมผัสกับความสุขของชีวิตกลับพบว่าล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เรียบง่าย จนนึกไม่ถึง และการได้อยู่ท่ามกลางสิ่งเหล่านั้น นั่นก็สุขมากแล้ว 


มนตรา


19 สิงหาคม 2554 

แม่นแล้ว...

แม่นแล้ว... สุขที่แท้คือการไม่มีตัวตน มิใช่สะสมตัวตน ผู้ที่บำเพ็ญบารมีมาขั้นปรมัตถ์แล้ว จะไม่ถือตัวเลย อย่างในหลวง หรือพระเทพฯ เป็นต้น

คนเราไม่คิดว่า จักสะสม มันก็สะสมอยู่แล้ว เป็นมาทุกภพทุกชาติ ไม่รู้กี่อสงไขยกัปแล้ว กระทั่งเวลาตาย ฝรั่งยังบอกให้ตาย with honor หรือ with dignity ซึ่งทางพุทธศาสตร์ก็คือตัวตนชนิดหนึ่ง แปลความได้ว่า "ให้ตายไปพร้อมกับอัตตาตัวตน" นั่นเอง

นั่นเป็นความเห็นผิด ข้าพเจ้าขอยืนยัน อย่างเก่ง ดีที่สุด ก็ตายไปพร้อมกับตัวตนที่ดีที่สุด ให้คนรุ่นหลังชื่นชม แต่ไม่พ้นทุกข์จริง

และที่โยมน้ำตารวยรินไปถึงปทุมธานี ก็ด้วยเหตุที่ข้าพเจ้าไปกระทบตัวตนนี้เข้า เจตนาเพื่อแหวกม่านอันหนาทึบของปุถุชน แต่หนาเกินไป จนโยมเข้าใจว่า เป็นการด่า

พยายามอยู่หลายครา จนถอดใจ จนมาได้เห็นที่โยมเล่าในบล็อกนี่แล โอ... แสงสว่างได้เล็ดลอดเข้าไปได้บ้างแล้ว

เจริญธรรม ฯ

สาธุค่ะท่าน

สาธุค่ะท่าน กราบขอบพระคุณที่แวะเข้ามาอ่านและฝากข้อคิดดีๆ ให้นะคะ

Post new comment

The content of this field is kept private and will not be shown publicly.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Allowed HTML tags: <a> <em> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd><img><p><br>
  • Lines and paragraphs break automatically.

More information about formatting options