เก็บธรรมจากเรื่องหนึ่งในร้อย ของท่าน ว.วชิรเมธี

Printer-friendly version

ในระหว่างการสัมมนาแผนยุทธศาสตร์ประจำปีของคณะวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่ปีนี้จัดขึ้นที่ตะนาวศรี รีสอร์ท ปากน้ำปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในระหว่างวันที่ 21 - 23 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา มีโอกาสได้ร่วมรับประทานอาหารเช้ากับคณะผู้บริหาร


ระหว่างการพูดคุยเรื่องการทำจุลสารของคณะนั้น ท่านคณบดี รศ.สุมาลี เหลืองสกุลได้แนะนำหนังสือเรื่อง "หนึ่งในร้อย" ของท่าน ว.วชิระเมธี ว่าเป็นหนังสือดีที่ต้องอ่าน เพราะได้แสดงธรรมว่าด้วยเรื่องความกตัญญูไว้อย่างงดงามยิ่ง และอยู่ในรูปแบบที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย เพราะได้เผยแพร่ในรูปแบบหนังสืออิเลคทรอนิคส์



กลับจากการสัมมนาแผนฯ ก็ยุ่งกับงานการต่างๆ จนเวลาล่วงไปสามวันจึงมีเวลาหามาอ่าน และเป็นการอ่านรวดเดียวจบ


ธรรมที่เรียกความสนใจในเบื้องแรกคือเรื่องอิทัปปัจจยตา เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะมีความสนใจใฝ่รู้เป็นเอกอุอยู่แล้ว


ท่าน ว.วชิรเมธียกหลักธรรมเรื่องอิทัปปัจจยตา ส่งนี้มีเพราะมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย เพื่อชี้ว่า เราทุกคนต่างเป็นหนี้บุญคุณของคนและสิ่งของมากมายเหลือเกิน


สิ่งที่ท่านชี้ลึกลงไปและเป็นสิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ การเป็นหนี้จังหวะเวลาและโอกาส (ที่ถูกหยิบยื่นมาให้) ท่านกล่าวว่า...


"แท้ที่จริงมนุษย์ต่างก็เป็นหนี้คน ต่างก็เป็นหนี้สิ่งของ ต่างก็เป็นหนี้จังหวะเวลาและโอกาส ฉะนั้นไม่มีใครที่โดดเด่นเป็นสง่าอยู่ได้โดยตัวเองล้วนๆ เราทุกคนต่างเป็นเหตุเป็นปัจจัยของกันและกัน ดังนั้นสิ่งที่เราควรจะกตัญญูก็คือ ทุกคน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เราได้ก่อเกิดถือกำเนิดขึ้นมาแล้วได้ดำรงชีวิตอย่างมีความสุขอยู่ในวันนี้"


แนวคิดดังกล่าวนี้ไม่ได้ทำให้คนหันมามองสรรพสิ่งรอบตัวที่เป็นเหตุปัจจัยของกันและกันมากขึ้นเท่านั้น หากแต่ยังสอนไว้ระหว่างบรรทัดว่า จิตที่จะนำพาไปสู่การมองเห็นนั้นต้องเป็นจิตที่เป็นกลาง ซึ่งเป็นจิตที่บริสุทธิ์จริง ๆ ที่เรียกว่า เอกคตาจิต ในสภาวะธรรมที่จิตบริสุทธิ์นั้นจะน้อมนำพาสิ่งดีๆ มาสู่ชีวิต


เมื่อได้อ่านแล้วจึงขอสมาทานหลักธรรมในการรักษาจิตให้เป็นกลางไว้เป็นหลักในการดำเนินชีวิตที่ดีงามต่อไป


หนึ่งในร้อยยังได้พูดถึงสิ่งที่เราควรกตัญญูเป็นอันดับแรก นั่นคือกตัญญูต่อโลกซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดกาย แง่คิดดังกล่าวนับว่าเป็นการพลิกความคิดเพราะคนส่วนใหญ่มักมองสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวว่าสำคัญเป็นอันดับแรก


เหตุที่ท่าน ว. วชิรเมธีหยิบยกให้ความกตัญญูต่อโลกเป็นสิ่งสำคัญเพราะว่า "เราไม่ได้มีสิทธิช่วงใช้โลกตามแต่ใจ แต่เราควรจะใช้โลกตามความจำเป็น ถ้าเรายิ่งใช้ทรัพยากรยิ่งหมด โลกทัศน์ที่ผิดต่อทรัพยากร ทำให้เกิดการแย่งกันกินแย่งกันใช้ แบบไม่ปราณีปราศรัย สุดท้ายจะเกิดกลียุคในบ้านเมืองที่ได้ชื่อว่าอุดมสมบูรณ์ที่สุด"


สิ่งที่น่าสนใจคือท่านได้โยงความกตัญญูเข้ากับหลักเศรษฐศาสตร์ ศาสตร์ที่สอนคนทั่วโลกให้รู้จักใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ไม่เคยสอนว่า เพราะทรัพยากรมีจำกัด ดังนั้นคนต้องรู้จักจำกัดความต้องการของตนเอง เพราะถ้าเราวิ่งตามตัณหาเมื่อไหร่ โลกจะพังทลายก่อนที่เราจะตายด้วยซ้ำ วาทะธรรมที่ท่านได้กล่าวไว้เป็นดังนี้...


"เราต้องตระหนักว่า ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด แต่ตัณหาของเราไม่จำกัด ถ้าเราวิ่งตามตัณหา โลกจะพังทลายก่อนที่เราจะตายด้วยซ้ำ ฉะนั้นเมื่อทรัพยากรมีจำกัด เราควรจำกัดความต้องการของตัวเองด้วย ใช้ชีวิตด้วยความจำเป็น เราก็จะอยู่ในโลกที่เหมือนเป็นกัลยาณมิตรต่อโลก มองโลกว่ามีพระคุณต่อเรา"


ในเนื้อหาถัดมาท่านได้แสดงให้เห็นว่า การไม่เห็นความกตัญญูนั้นพระพุทธเจ้าเห็นเป็นเรื่องใหญ่มาก แม้แต่พระสงฆ์เอง ท่านกล่าวว่า "เรากินข้าวใคร เราต้องจำได้"


แต่คำพูดที่จะเก็บไว้สอนใจต่อไปคือ "ใครทำคุณกับเรา เราต้องจำได้ แต่เรามีคุณกับใครให้ลืมเสีย จะได้ไม่อหังการ" เพราะคนเรามักติดยึดอยู่กับการให้คุณคนและนึกไม่ถึงว่าสิ่งนั้นจะสั่งสมเป็นความอหังการไปได้ หากแม้นในกาลหน้าได้มีโอกาส คงจะได้นำมาเล่าสู่กันฟังในลำดับต่อไป


ท่าน ว.วชิรเมธีกล่าวถึงความอหังการไว้ว่า "มนุษย์เราจำนวนมากทุกวันนี้ บางคนได้รับความช่วยเหลือเกื้อกูลจากคนอื่นครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะเป็นเงิน เป็นทอง เป็นโอกาส เป็นคำแนะนำ เป็นความรู้ความสามารถ เป็นตำแหน่งแห่งหน แต่พอเราเชิดหน้าชูคอได้แล้ว เรากลับถีบนั่งร้านเหล่านั้นทิ้ง"


ท่านสอนให้เรารู้จักจดจำบุญคุณสิ่งต่างๆ รอบตัว เพราะความกตัญญูกตเวทีนั้นเป็นจรรยาของผู้ดี ภาษาพระเรียกว่า ภูมิเว สัปปุริสานัง กตัญญู กตเวทิตา ความกตัญญูกตเวทีเป็นพื้นภูมิของคนดีนั่นเอง ดังนั้นถ้าเราอยากจะรู้ว่าใครเป็นบัณฑิตหรือนักปราชญ์ มีเครื่องวัดอยู่อย่างหนึ่งคือ ท่านจะเป็นคนกตัญญู


คมคำที่จะคงแว่วดังอยู่ในใจต่อไปคือ "อย่าปล่อยให้ธรรมะโรยแสง"


กราบขอบพระคุณท่านคณบดี รศ.สุมาลี เหลืองสกุลอย่างยิ่งและขออนุโมทนาในบุญที่ท่านได้กระทำโดยการให้ธรรมเป็นทาน ผ่านการแนะนำหนังสือธรรมะดีๆ เรื่องหนึ่งในร้อยให้อ่าน อันมาช่วยเพิ่มกำลังปัญญาให้แกร่งกล้าขึ้น จนเห็นธรรมน้อยใหญ่และน้อมนำธรรมะสู่ใจ


และหวังว่าการเก็บธรรมนี้จะเป็นประโยชน์กับท่านอื่นๆ ที่ได้เข้ามาร่วมเรียนรู้ด้วยกันนะคะ


มนตรา


บันทึกไว้ในคืนวันศุกร์ที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๔


อ้างอิง


เว็บไซด์ของชมรมกัลยาณธรรม www.kanlayanatam.com/Mybookneanam/book66.pdf เข้าถึงเมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๔

Post new comment

The content of this field is kept private and will not be shown publicly.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Allowed HTML tags: <a> <em> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd><img><p><br>
  • Lines and paragraphs break automatically.

More information about formatting options